Permalink

ว่าด้วยเรื่องของการมีดี

(ถ่อยและหยาบบ้างถึงปานกลาง)
มีดี นามสกุล พนมยงค์ (ผิดละ)
ช่วงนี้อยู่ในเฟสตกตะตอนตนเองอีกละ คือก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก แต่ก็เป็นพักๆ มีอะไรมากระทุ้งทีก็จะคิดที ว่าเออนี่ตกลงกูมีดีหรือเปล่า
ไอ้คำตอบจากในใจลึกๆๆๆ มันก็แบบ ก็อยากบอกว่ากูมีดี กูเก่ง แต่มันทำไม่ได้ มันไม่มั่นใจ
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้เป็นอย่างนี้ ที่อยู่มาวันนึงก็เริ่มไม่ชอบพูดในสิ่งที่คิด ไม่ชอบเถียง (แต่ถ้าอารมณ์ไม่ปกติก็เถียงนะ และส่วนใหญ่เป็นการเถียงแบบใช้อารมณ์ซึ่งก็รู้ใช่มั้ยว่าพอมันมาอีหรอบนี้ก็แพ้ภัยตัวเองทุกที ฮา) อยู่มาวันนึงก็ไม่มั่นใจตัวเอง กูก็ไม่ได้แย่นะ ก็พอจะรู้ตัว แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง (ไอ้เวลาไปปรึกษาใครให้คนเค้าคอยให้ความมั่นใจมาว่ามีดีก็จะชอบถามซ้ำๆ จริงเหรอวะ ไม่ได้ปลอบใจกูใช่ป้ะ แต่คือไม่ได้ย้ำเพื่อแอ๊บมาอวยกัน ก็กูไม่มั่นใจอะะะะะ)

คือก็คิดว่าสิ่งที่เราทำใครๆ ก็ทำได้
คิดว่าสิ่งที่เรารู้ พูดไปคนอื่นอาจจะรู้หมด
คิดว่าถ้าแม่งออกมาพูด วิจารณ์ หรือแสดงความเห็น กูก็ต้องรับผิดชอบสังคมด้วยการมีนั่นนี่มารองรับ พอมีคนมาถกมาเถียงก็แบบ ไม่อยากเถียงไง

ทั้งหมดทั้งปวงเลยขมวดมาเป็นตัวเองที่กากกา
ที่ก็อยากสลัดขนแล้วกลายเป็นอะไรที่มันสง่าๆ บ้างนะ
แต่ก็ยังเติบโตได้แบบตุปัดตุเป๋ตุหรัดตุเหร่อยู่นั่น

จริงๆ มาถึงขนาดนี้ ในช่วงเวลา 1 ปีกว่าๆ (จริงๆ ก็เกือบ 3 ปี แต่ปีหลังโมดิฟายด์ตัวเองเข้มข้นขึ้นพอสมควร ด้วยภาวะ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน) มันก็พัฒนานะ ก็ไม่แย่นะ แต่ก็ไม่รู้สิ ก็ยังคิดว่าใครๆ ก็ทำได้

สัส
มั่นใจตัวเองนี่มันยากจัง (เพิ่งไปบ่นกะพี่แอนที่นางก็บอกว่า อีนี่ก็มาปรึกษาปัญหาเดิมๆ แต่เปลี่ยนตีม)
ก็จดไว้แหละว่าวันนึงเคยคิดและรู้สึกแบบนี้
ผ่านไปอีกไม่กี่ปี (เผลอๆ ไม่กี่เดือน) อาจจะคิดอะไรตก มั่นใจสัสๆ หรือไม่ก็ไม่มั่นใจตัวเองหนักเข้าไปกว่าเดิม ถถถถถ

Permalink

รวมฉากและคำพูดที่ชอบจากเรื่อง You who came from the stars (1)

ไม่คิดว่าชีวิตจะต้องมาติดซีรีส์ (ไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีจบเลย)
ก็ดันมาติดเรื่องนี้ซะงั้น คือคนดูกันล้นหลามมาก
อย่างในออฟฟิศดูซีรีส์ตั้งแต่ The Heirs (ที่เคยเผลออ่านว่าเดอะแฮร์..) แต่รอดมาได้ด้วยความขี้เกียจดูวิดีโอยาวๆ ยิ่งชีพ
แต่มาตกม้าตายกะเรื่องนี้ (เริ่มมาดูตอนมันฉายไปแล้ว 17 ตอน) เพราะฉากนึงที่มีคนแคปมาทวีต.. (ฉากไว้ไว้จะกล่าวในตอนถัดๆ ไป)
พอดูแล้วแบบ โอย สนุก ถึงจะไม่ได้ตรงกะชีวิตตัวเองซะหมด (แหงดิวะ ใครจะมีอินไซต์อินเลิฟกะมนุษย์ต่างดาว) แต่บางคำพูดมันจี๊ดดดดดด
บ้ามากแค่ไหน ก็แค่แคปรูป ตามเซฟรูป และดูรอบที่สองละเนี่ย ติ่งจัด
ขอจดคำพูดและฉากที่ชอบไว้หน่อย (มีเยอะก็เลยแบ่งเป็นพาร์ตๆ ละกัน)

(สปอยยยยล์นะจ๊ะ)

“ฉีดโบท็อกซ์เข้าสมองไปรึไงยะ สมองถึงได้ไม่มีรอยหยักอะไรเลย”

“เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วนะคะ ที่ฉันแอบหลงรักเขาข้างเดียว
เขาเป็นคนที่ไม่เคยมองมาที่ฉันแม้สักครั้งเดียว
ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงมองไปที่เขาเพียงคนเดียว”

“พวกคุณทุกคนอาจเคยสงสัย ว่าความรักจะอยู่ได้ตลอดไปมั้ย
แต่ยังไง ความรักก็ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป
วันหมดอายุของความรัก ก็เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ และไม่อาจมีใครหนีความจริงได้
ถ้ารักคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดรุ่นต่อๆ ไปขึ้นมาได้
ดังนั้น อย่าปล่อยให้สิ่งที่มีค่า หรือคนที่มีค่าในชีวิต ต้องเจ็บปวด
เพราะภาพลวงตาเพียงชั่วคราว ที่่ถูกสร้างขึ้นมาจากความรัก”

“คิดถึงคนอื่นก็มีแต่เรื่องให้วุ่นวายใจ”

“ถึงอนาคตมันจะสำคัญ แต่ปัจจุบันก็สำคัญเท่ากันไม่ใช่เหรอ”

“อยากรู้วิธีไม่ให้ตัวเองเจ็บเพราะคนอื่นมั้ย
อย่ารับหรือให้อะไร แล้วก็อย่าคาดหวังด้วย
จะได้ไม่ผิดหวังแล้วก็เจ็บอีก” Continue Reading →

Permalink

My first smartphone

มือถือเครื่องแรกของข้าพเจ้าคือ i-mobile 606 ซื้อตอนเรียนปีสาม สนนราคา 6600 บาท
ซื้อเพราะอยากได้มือถือที่ทำได้ทุกอย่าง ถ่ายรูป (VGA) ฟังเพลง ถ่ายคลิป บลาๆ ก็เลยสอยมา
ไอโมบายเครื่องนี้อยู่กะข้าเจ้ามาเป็นเวลา 4 ปี
(ช่างเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากเมื่อเทียบกับยี่ห้อของมัน)

ปีแรกยังดีอยู่
ปีที่สองใช้คุยมากเกิน (วันนึงอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง ใส่สมอลทอล์กตลอด)
มันเลยเริ่มมีอาการเอ๋อๆ ให้เห็นบ้าง
ปีสามกล้องมือถือเริ่มเจ๊งเป็นบางเวลา มือถือสลับไปเป็นโหมดหูฟังเองเป็นบางเวลา
มือถือเริ่มปิดเครื่องเองเป็นบางเวล่
ปีที่สี่เผลอทำตกบันได หน้ากากแตกออกมา ด้วยความงกก็ยังทนใช้อยู่
เอากาวตาช้างมาแปะๆ หน้ากากเป็นสิบๆ รอบ

และนี่คือสภาพอันน่าอนาถของมัน

ถ้าถามว่ามือถือมันยับเยินขนาดนั้นทำไมถึงไม่ซื้อใหม่ซะที
จริงๆ ตอนที่มันหล่นแล้วหน้ากากมันหล่นก็ร่ำๆ จะไปซื้อใหม่แล้วนะ
แต่ก็มีเหตุผลที่ไม่ได้ไปซื้อ แล้วก็เลยสรุปกับตัวเองว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นก่อนดีกว่า
มือถือมันก็ยังใช้ได้อยู่ (ถึงแม้สภาพจะทุเรศมาก) ก็เลยทนใช้มาอีกครึ่งปี

สุดท้ายเพิ่งได้มือถือใหม่เมื่อวันที่ 21 ปี 2009
ด้วยสปอนเซอร์ใจดีที่ให้เป็นของขวัญวันเกิดย้อนหลังสองเดือน

สนนราคาสองพันต้นๆ
ก็ใช้ดีสมคุณภาพของมัน แต่อยู่ได้จนถึงปี 2555 ด้วยความที่ว่าแบตเสื่อมไม่ไหวเคลียร์ (คืออีนี่เป็นคนโรคจิต ชอบชาร์จแบตให้เต็มเสมอและเพิ่งมารู้ว่ามันไม่ดี…) ก็พัง

ก็ไปซื้อไอ้นี่มา พันนิดๆ อยากได้เพราะว่าต้องการมือถือที่ใส่ mp3 ได้ (ชินกะเสียงนาฬิกาปลุกอันเดิมและไม่คิดจะเปลี่ยน)

สรุปก็คือตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันที่ 17 มกราที่ผ่านมา ไม่เคยใช้สมาร์ตโฟนเลยซักเครื่องเดียว

แล้วมึงอยู่รอดในสังคมดิจิตอลได้ไง?

ไอพอดทัช + Mifi สิครัช

ซื้อไอพอดทัช Gen4 ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ออก (ปีไรวะจำไม่ได้) โอ้ย เล่นเกมมันมือมาก สุขสุดๆ
Mifi ก็ซื้อต่อจากพี่แอนพันนึง (ตอนนี้แบตเสื่อมแล้ว เอวัง)
ไอพอดทัช Gen4 ก็เริ่มพังเพราะแบตเสื่อม… 555
ก็ซื้อ Gen5 ปีที่แล้ว ตอน Red Friday และ Engrave ด้วยนะ (แน่ะ) มีประสบการณ์เกือบทำมันหายด้วย (ไปย้อนหาอ่านเอาเอง)
คิดว่าทุกวันนี้พอใจกะชีวิตแล้ว อาจจะขลุกขลักบ้างตอนไปถ่ายงานอีเวนต์แล้วแบต Mifi ไม่ค่อยอำนวย
ไม่นำพากะการพกอะไรเยอะๆ เพราะทุกวันนี้ก็บ้าสมบัติเป็นกิจวัตร
พอใจกะค่าโทรที่ถูก ค่าเน็ตที่เล่นๆ ไปเหอะ (2 GB 300) แถมเบิกบริษัทได้

ถามว่าทำไมไม่ซื้อสมาร์ตโฟน?
ไม่มีตังค์…ไม่ใช่ ไม่อยากซื้อ
ถามว่าทำไมไม่อยากซื้อ ไม่รู้อะ มันแพง
แล้วทำไมแกไม่ซื้อถูกๆ แอนดงแอนดรอยด์ ไม่เอ๊าาา เป็นสาวก ชอบเล่นเกมบน iOS มันลื่นปรื้ดๆ
iPod Touch Gen5 ก็ตอบโจทย์กะชีวิตดี และคิดว่าได้ประสบการณ์ด้าน Mobile พอใจละ

แต่ความคิดนี้ก็สั่นคลอนเพราะ Red Friday ที่ผ่านมา…
แม่งเสือกลดราคา iPhone ด้วย T T
และมีคนบอกว่าจะจ่ายให้แลกกะสัญญาทาส T T เอาก็ได้วะ

ก็เลยมีแมแถไฮโซเป็นของตัวเอง เอวังด้วยประการฉะนี้

ประสบการณ์การใช้ไอโฟนได้ 6 วัน

  • วันแรกมา ก็ไม่อะไร ก็ไปทำนาโนซิมและขอเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน เจ๊เค้าขอให้แอคติเวตเครื่องตอนนั้น ชิบหายทำไงวะ แกะจากกล่องงกๆ เงิ่นๆ ซิมก็ใส่ไม่เป็น น่าอับอายยิ่งนัก T T
  • พอจัดการเรื่องซิมและแพคเกจเสร็จ ออกมาก็ลองโทรหาคนนั้นคนนี้ ทำไมชั้นไม่ได้ยินเสียงงง!! กรูจะฟ้องทิมคุกกกก (ปรากฎว่าเพราะลืมเอาพลาสติกหน้าจอออก เอวัง)
  • ถามว่าไอโฟนดีมั้ย… ก็ดีนะ แดกแบตดี ถือแล้วก็กลัวจะหาย กลัวโดนฉก แล้วก็งงเรื่องตั้งค่า ไม่เข้าใจว่า ทำไมเปิดเสียงริงโทนแล้วต้องมีเสียงกล้อง ทำไมกรูเลือกปิดเสียงกล้องไม่ได้ ทำไมกรูเลือกปิดสั่นบางแอปเวลาเปิดโหมดสั่นไม่ได้ (แล้วก็โดนสาวกด่า ใช้ของศาสดากรุณาอย่าเยอะ) … อะไรวะ บ่นก็ไม่ได้
  • แถมแดก 3G เปิดมา 2 วันแรก หมดไป 500 MB หมดไปกะเชี่ยไรก็ไม่รู้ เช็กก็ไม่ได้ TvT เห็นแอนดรอยด์เช็กเป็นกราฟสวยงามได้ (ใช้ของศาสดากรุณาอย่าเยอะ …)
  • แต่กล้องมันแหล่มชิงๆ จ๊าฟมาก
  • ส่วนการฟังเพลงและเล่นเกม…ยังคงใช้ไอพอดทัช
  • ไอโฟนแดกแบตมาก ต้องชาร์จทุกวัน (แต่ไม่ชาร์จข้ามคืนละ เข็ด)
  • จบละ ไว้นึกไรได้จะมาต่อ (ถามว่าไอโฟนหกมาซื้อมั้ย…ก็ซื้อนะ ก็มันมีเครื่องแรกไปแล้ว 555)
Permalink

วันที่ฉันตื่นเช้า

เป็นคนแอนตี้การตื่นเช้าพอสมควร เพราะชอบนอนดึก นอนไม่หลับ ชอบกลางคืนมากกว่า กลางวันร้อนก็นอนไปสิ (นิสัยนี้ทำให้อ้วนนะ คือมันทำให้เราขี้เกียจจะทำอะไร)
แต่เนื่องจากว่าแม่งตั้งแต่เปิดปีใหม่มา ได้ออกกำลังกาย 2 ครั้งถ้วน แล้วหลังเค้าปิดกรุงก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลยเพราะสัปดาห์แรกฟิตเนสปิด สัปดาห์ต่อมาเปิด แต่ปิดห้าโมง…(คือยังไม่เลิกงาน) ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยบอกหนุ่มกล้ามว่า เทรนเช้ากันมะ ซักแปดโมง เทรนเสร็จเก้าโมง กลับมาทำงานก็น่าจะทัน
แต่ที่จะกลัวก็คือกลัวใจตัวเอง (ขี้เกียจตื่น) แต่เอาวะ ไหนๆ ก็มีแพชชั่นอันแรงกล้า มันต้องตื่นดิวะ

ก็เลยวางแผน
ตื่น..ตื่นซักกี่โมงดี หกโมง อะ เผื่อเลต หกครึ่งละกัน (ฝากเมตจิกให้ตื่นด้วยเผื่อตัวขี้เกียจเกาะตัวจัดๆ)
นอน..นอนเที่ยงคืนละกัน (เอาเข้าจริงก็นอนตีสอง ฮือ)
เดินทาง เดินทางยังไงดี ไป BTS ยังไงงงง (จากเกษตร) นั่งรถเมล์ไปลงเซ็นทรัลละต่อใต้ดินละขึ้น BTS ละกัน

ความเป็นจริง
ตื่นเพราะนาฬิกา เกาะเตียงประมาณยี่สิบนาที และได้เมตเปิดไฟไล่ ก็ลุกไปแปรงฟัน แต่งตัว (ข้ามสเต็ปอาบน้ำไปซะ)
เตรียมของไว้แล้ว ก็เดินออกมา ขึ้นสะพานลอย เจอรถตู้พอดี ขึ้นรถตู้มาเซ็นทรัล เดินไปลงใต้ดิน ขึ้น BTS
อากาศวันนี้ดีมาก จิตใจก็ดีมาก เวทเทรนนิ่งก็โอเค (คือตอนแรกนึกว่าจะสะลืมสะลือสภาพไม่พร้อม แต่โอเค)
เทรนเสร็จอาบน้ำแล้วมาทำงาน โอ้ย วันนี้ดี อากาศดี ได้ออกกำลังกาย จิตใจเบิกบาน

ช่วงนี้จิตใจเหี่ยวๆ แล้วหวังไว้ว่าการโดนทรมานร่างกายจะช่วยให้จิตใจดีขึ้นก็เลยมีแรงบันดาลใจ
ซึ่งก็ได้ผลนะ อารมณ์โอเคขึ้นเยอะเลย ดีใจ

เริ่มอยากออกกำลังกายด้วยตัวเองแล้ว (ถึงจะเป็นการออกกำลังกายโดยมีเทรนเนอร์ก็ตามที)
เป้าหน้าคือพัฒนาให้ตัวเองไปฟิตเนสได้ด้วยตัวเอง (ปกติถ้าไม่ได้นัดเทรนเนอร์จะขี้เกียจมาก ฮาๆ)

ดีใจอีกเรื่องคือเรื่องตื่นเช้า
เอาเข้าจริงก็ตื่นได้นี่หว่า ถ้ามีใจจะทำอะไรงี้

อากาศดี พระอาทิตย์ก็สวย ฮูเร่

Permalink

ประสบการณ์การดัด, ทำสีผม ครั้งแรกในชีวิต

จริงๆ เคยดัดมาแล้ว (ดัดจริต ผิด) คือไปตัดแล้วโดนอีเจ๊ไซโคให้ดัดข้างหลัง ก็เลยดัดข้างหลังแบบครึ่งผีครึ่งคนมา แถมไม่แนะนำอีกว่าห้ามสระผมหลังดัด (หรือมันเป็นเรื่องที่ชะนีต้องรู้ แต่กูไม่รู้นี่หว่า) ก็เลยปัดตกไป (ร้านในห้างด้วยนะ แถวลาดพร้าวนี่แหละ เค้าตัดดีนะ แต่ดัดผมและไม่แนะนำนี่เหี้ยแม่ง)

ช่างเหอะ มาพูดถึงประสบการณ์ใหม่วันนี้ ที่ได้จากร้านเดิม ไปครั้งนี้เป็นรอบที่ 3

ตอนไปครั้งที่สอง ลุง (จริงๆ ก็ไม่แก่ขนาดนั้น แต่จะเรียกลุงมีไรมะ) ก็จำหน้าได้ ขนาดไม่ได้โผล่ไปสามเดือนนะ ก็ตัดให้ทรงเดิม บ๊อบ แต่เทให้ซ้ายยาวกว่าขวา (เพื่อ) ตอนแรกเทให้ขวายาวกว่าซ้าย (ไม่มีวาดรูปให้อีกตะหาก เสียใจมาก)

มาครั้งนี้จริงๆ ก็ไม่มีอะไร คือไป Harrods กะพี่ตั๊กและป้าแก้ว แล้วนางพูดคีย์เวิร์ดมาคำนึงว่านางอยากดัดผม … อีนี่ก็อยากดัดบ้าง คือคิดมานานมากแล้วเรื่องอีย้อมสีผมกะดัดผมเนี่ยแต่ไม่ลองซะทีเพราะแบบ เสียดายครั้งแรก อยากไว้ผมดำ กลัวผมยาวแล้วแบบ ทำไงวะ ต้องเติมโคนงี้ เปลืองนะ กลัวผมเสียนะ กลัวๆๆ ไปหมด แต่สุดท้ายก็ทำ ..ไรของมึ้งงง

แต่ก็ไม่รู้เป็นไร เวลาอยู่คนเดียวชอบเข้าร้านทำผม ฮ่าๆ รู้สึกไปแล้วว่าการทำผมคือการบำบัดอย่างนึงของชีวิต

เข้าไปที่ร้านราวๆ เกือบๆ ห้าครึ่ง บอกไปอย่างมั่นใจ “ขอทำสีกะดัดค่ะ” ลุงโยก็ทำหน้าลำบากใจติ๊สนึง เพราะปกติเราไปจะจองคิว แต่นี่ติดคิวลูกค้าคนอื่นด้วย ลุงโยบอกว่าทำสีให้ได้แต่ดัดอาจจะต้องรอ “ไม่เป็นไร รอได้ค่ะ” คือถ้าพ้นวันนี้ไปแล้วอาจจะไม่อยากทำละไง มันเป็นเรื่องของฟีลลิ่ง ฮา ลุงโยก็เลยโอเค ก่อนอื่นก็ถามราคา ลุงเค้าก็จิ้มเครื่องคิดเลขให้เสร็จสรรพ สูดลมหายใจเล็กน้อยพอประมาณ โอเค รับได้ กูรวย! (จริงๆ เปล่า) แล้วมาลองกัน

ตอนจะทำสีผม ลุงโยก็ถามว่าจะเอาสีไหน “แล้วแต่เลยค่ะ อยากให้ทำสีไหนก็ว่ามา” (คือชั้นไม่มีอะไรในหัวจริงๆ) ลุงแกก็หัวเราะ แล้วก็จิ้มๆ เลือกให้ คงไม่สว่างมากนะ เอาสีนี้ละกัน สีซากุระ ออกชมพูๆ ลุยเลยค่ะลุง จัดมา

ลุงก็ผสมสีๆๆ แล้วก็ปาดๆๆ ที่ปลายผม แล้วก็เอาอะไรร้อนๆ มาอบ แล้วก็ส่งให้อีกคน (มารู้ทีหลังว่าอายุเท่ากัน คือคุณเปรียว แต่นางเก่งมาก พูดอังกฤษกะญี่ปุ่นได้ นี่คืออิจฉา คือสื่อสารกะลุงโยไม่เป็น T T) เค้าก็ปาดโคนผมให้ แล้วก็รอ…

ทำไมผมมันไม่ค่อยออกสีเลยวะ (เริ่มใจเสีย) แต่มันคงเป็นที่แสงไฟ (นี่ก็ปลอบใจตัวเอง) แล้วลุงโยก็มาดูๆ เล็มๆ ทรงให้ เล็มหน้าม้าให้ตามรีเควสต์ (เป็นมนุษย์ชอบม้าเต่อ) แล้วก็ไปสระผม ไดร์ผม มีคนชมด้วยว่าผมนิ่มขนาดยังไม่ลงครีมนวด ฮือ พี่เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ชมหนูเลยค่ะ หนูปลื้มมากกกกกกกกกกกกกกกก

แล้วก็รอลุงโยตัดผมให้คนอื่่น ก็อ่านนิยายรอไป จนถึงทุ่มครึ่ง ถึงได้เวลาดัดผม

ดัดผมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วคือสี่ห้าลอนใหญ่ๆ เองมั้ง แต่ครั้งนี้คือ ดัดทั่วหัวเลย ลุงโยแบบ หยิบปอยผมมาเล็กมากกก แล้วก็ม้วน ม้วน ม้วน คุณเปรียวมาช่วยม้วน คุณเต้ แฮร์สไตลิสต์อีกคนมาช่วยทำให้มันแข็งแรงขึ้น ม้วนเกินสี่สิบปอยได้มั้ง… แล้วก็ราดน้ำยา แล้วก็รอ

สิบนาทีผ่านไป ลุงโยไปพอใจเกลียว ม้วนใหม่ รอไปอีกสี่นาที

สี่นาทีผ่านไป ลุงโยก็ยังไม่พอใจ ราดๆๆๆ น้ำยา (เหมือนจะหมดขวดที่สองแล้ว) รอไปอีก

รอบที่สาม ยัง ยังไม่พอ ราดๆๆๆ ทั่วหัว แล้วรออีกสิบนาที (อีนี่เริ่มเมื่อยละ)

สิบนาทีผ่านไป เหมือนจะผ่านเซอทิฟิเคต วิ่งไปให้คุณเปรียวใช้ครีมนวดๆๆ ออกมานั่งหน้ากระจก

นี่กูเหรอ…แม่งตกใจมาก ไม่ชินหน้าตัวเอง 55

ลุงโยก็ใส่โลชั่นผม ใส่มูส แล้วก็ไดร์ๆๆๆ ลุงบอกว่าที่ทำทรงนี้ให้เพราะมันจะม้วนตัวสวย เค้าเห็นแต่งตัวน่ารักมาทำผมตลอด ก็เลยอยากให้ผมเข้ากะอิมเมจ (อั้ยย่ะ นี่ลอยแล้วจุดนี้)

ช่างทั้งร้านชมเปาะชนิดแบบ น่าถ่าย before after ไว้ (นี่ดูดีขนาดนั้น?) มีคนบอก เปลี่ยนไปเยอะมาก เข้ามา 10 ออกไป 100 เลย โอ้ยดีใจ

อัปรูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีคนไลก์ ชะนีชม พอใจละชีวิต ผ่านละ T T ถ้าไม่นับอีตี๋ที่เอาแต่หัวเราะ กะมีคนบอกว่าเหมือนอาจุมม่า (อีสรั๊สส) ก็พอใจละ

ราคา…แพงนะ แต่ถามว่าไปใช้บริการอีกมั้ย ไปค่าาา รักร้านนี้ตรงไม่ต้องคิดทรงผมเองนี่แหละ

ป.ล.

  • ดัดแล้วห้ามสระ ให้น้ำยาทำงานให้ครบ 48 ชม ก่อน ถ้าคันหัวจริงๆ ใช้ทรีทเมนต์ได้ แต่ห้ามสระ
  • ถ้าครบเวลา สระผมแล้วสีผมจะสว่างและลอนจะคลายกว่าเดิม
  • แต่ก็อย่าสระบ่อย (สระวันเว้นวันก็ดี) อุตส่าห์ไปทำผมมาดีๆ (คือนี่ชอบสระผมทุกวัน)
  • รักร้านนี้ จะพยายามตั้งใจแต่งตัวและแต่งหน้านะ (ทาปากก็ยังดีวะ)
  • สิริรวมวันนี้ เข้าร้านห้าครึ่ง ทำสีไม่นาน ดัดนานมาก ดัดสองชั่วโมงแน่ะ

นี่ทรงผมอะฮั้น

 

Permalink

Korea Day 3

มโนไทม์ 6-7-8 (มอร์นิ่งคอล, ข้าวเช้า, ทำกิจกรรม)
ความเป็นจริง กว่าสามคนจะออกจากห้องก็เจ็ดครึ่ง ที่เหลือคือเวลาแดกข้าวเช้า 555
อาหารเช้าก็กินที่โรงแรม ไลน์อาหารทำมะดา ไม่อร่อยแต่ก็ไม่แย่

การแต่งกาย
บน: ฮีทเทคชั้นใน, ฮีทเทคคอเต่า + โค้ทดำขนเป็ดยูนิโคล่ (จิ๊กจั๊วมา)
ล่าง: เล็กกิ้งข้างในมีขนนิ่มๆ ซื้อจากยูเนียนมอลล์ เจ๊ขนขายเคลมว่ากันหนาวอุณหภูมิติดลบได้, ถุงเท้าวูล, บู๊ท
ออปชั่น: ถุงมือฮีทเทค, ถุงมือหนาๆ, ที่ปิดคอ
หน้า: เจ๊เกศกรีดตาให้ แต่ลืมตาแล้วก็มองไม่เห็นอยู่ดี – –

กินข้าวเช้าเสร็จก็มีกิจกรรม มีบางคนไปเล่นสกี (เราไม่ได้เล่น) เล่นสกีเสีย 50,000 วอน (ตกพันห้าร้อยบาทไทย) แต่เลือกไปนั่งกอนโดล่าแทน (กอนโดล่าก็คือกระเช้าลอยฟ้า นั่งไปอีกทีดูวิว ค่านั่ง 15,000 วอน ก็ตกเกือบๆ ห้าร้อยได้) ถ้าเล่นสกีกินข้าวเสร็จต้องเริ่มเล่นเลยคือแปดครึ่ง แต่กอนโดล่าเริ่มนั่งตอนเก้าโมง ก็เลยไปเดินเล่นรอบโรงแรมจึ้กนึง แล้วก็กลับมา

อากาศเย็นสาส (เห็นว่า -1 องศา) แต่ว่าหิมะเป็นหิมะปลอม T-T เสียใจที่สึส (หรือคือหิมะจริงวะ ไม่รู้เหมือนกัน)

และแล้วก็ได้เวลานั่งกอนโดล่า
เข้าสู่ช่วง คุณทนความเย็นได้แค่ไหนอีกรอบ เย็นมากกกกกกกกกกก แต่ก็ยังเล่นๆๆ เดินๆๆ กระโดดๆๆ กลิ้งๆๆๆ เอาหมีคุมะไปถ่ายกะหิมะ จิ๊กไวไฟชาวบ้านเล่น แล้วก็ได้เวลากลับที่พัก

(เม้าเรื่องไวไฟหน่อย ไปกะทัวร์ ทัวร์บอกว่า ที่โรงแรมมีไวไฟฟรีที่ล็อบบี้ และทัวร์มีไวไฟฟรีในรถบัสให้ ซึ่่งเอาเข้าจริง ไวไฟที่ล็อบบี้ ม่ายมี ส่วนไวไฟในรถมี แต่ใช้ได้ 5 คน จ้ะ รถคันนึงมี 30 ชีวิต ได้ไวไฟฟรี 5 คน จ้ะ ดี ดีออกกกก)

กลับมาที่พัก นั่งรถตุเรงๆ ไปกินข้าว
อาหารมื้อนี้กินหมูย่างเกาหลี เค้าบอกว่าร้านดังนะ คนมากินเยอะ (ซึ่งดูรูปแล้วแม่งมีแต่ดาราไทย โอเค คือดังในไทยสินะ แต่ก็ยังดี)
หมูอร่อยดี กินกับข้าว โซจู กิมจิ (มีกิมจิทุกมื้อ) ผัก
ไกด์บอกวิธีกินหมูเกาหลีคือ เอาใส่ปาก เคี้ยว แดก (ล้อเล่น) วิธีย่างคือ เอาหมูสะเด็ดน้ำหมักออก วางบนตะแกรงย่าง พลิกครั้งเดียว แล้วเอากรรไกรตัด แล้วแดก แต่ความเป็นจริงคือ มีผู้ช่วยไกด์มาช่วยพลิก 1 รอบ แล้วผู้ช่วยไกด์อีกคนก็มาช่วยพลิกอีก 1 รอบ โอเค พลิกครั้งเดียว (ขำดี) แต่ก็อร่อยดี เติมหมูได้ไม่อั้น
แดกๆๆๆ จากนั้นก็มีดูร้านของฝาก ไกด์แนะนำกรรไกรตัดเล็บยี่ห้อ 777 ที่เค้าบอกว่าดีมาก (แต่ไม่ได้ซื้อ อ้าว) แล้วก็เดินทางต่อ

โปรแกรมถัดไปคือไร่สตรอแบรี่~~~~~~~~ ไกด์เกาหลีบอกว่า นี่ไม่ใช่สะตอเบอรี่หนาคับ เรียกสะตอเบอเร่อน้ะ (แม่ะ) แล้วก็ตามโปรแกรมคือ เข้าไปในไร่สตรอเบอร์รี่ เก็บจากต้น แดกๆๆๆ ไรงี้ใช่มะ แต่พอไปถึงจริงๆ ไกด์กลับบอกว่า เค้าเพิ่งเก็บสะตอแบรี่ไปหนาคับ เลยให้แดกจากแก้วแทน แต่ก่อนแดกเนี่ยยย จงเอาสะตอแบรี่ไปถ่ายรูป แอ๊บว่าได้มาเด็ดจากต้นหนาคับบบ ม่างมีงี้ด้วย เงิบกันไป (แต่ก็ถ่ายรูปกันนะ)

สตรอเบอร์รี่หวานมากกกกกกกกก อร่อยมากกกกกกกกก ฟินมากกกกกกกกกกกกกกก (ให้อภัยทุกอย่างที่แขวะมา) จกๆๆๆ แล้วเค้าก็มีขายของ ลังละ 60,000 วอน ส่งถึงอินชอน ก็สั่งไปลังนึง (แต่มีคนฝากซื้อ 2 กล่อง) ก็โอเค จากนั้นก็ไปที่ที่ใฝ่ฝัน เอเวอร์แลนนนนนด์~~~~

มาถึงเอเวอร์แลนด์ตอนราวๆ สามโมงครึ่ง ไกด์ให้เวลาถึงห้าโมงครึ่ง ดีออกกกก จะเล่นได้กี่เครื่อง ดีออกกกกก เกือบใส่เกียร์หมาวิ่งเข้าสวนสนุก ไกด์ก็ขอให้ถ่ายรูปรวมก่อน ดีออกกกกก (แต่ก็ถ่าย อ้าว) แล้วก็วิ่งไปเตรียมเล่นเครื่องเล่น (อยู่กะสายเครื่องเล่นฮาร์ดคอร์)

เครื่องแรกคืออีนี่ หมุนๆๆ เหวี่ยงๆๆ กรี๊ดๆๆๆ

เครื่องที่สอง T-Express! รถไฟเหาะที่เค้าเคลมว่าเร็วสุด นานสุด และทำจากรางไม้ และองศาการทิ้งดิ่งของมันคือเกือบเป็นมุมฉาก ไปรอเข้าคิวนานพอสมควร และก็ได้เล่น เล่นแล้วก็แบบ แหกปาก ว้ากกกกกกกก ทิ้งดิ่ง ว้ากกกกกกกกกก หมุนนนน ว้ากกกกกกกกก ไอ้เหี้ยดิ่งอีกแล้ว ว้ากกกกกกกกกก ตอนใกล้ฟินาเล่นี่ ว้ากกกกกกกกกกกก แล้วก็ผ่านอีกล้องที่ แชะ แชะ แชะ ตอนทำหน้าเห้สุดๆ – -* แล้วก็จบพิธี ฟินมาก เสียวมาก (อย่าคิดไปไกล) แล้วก็ออกมา

อีกเครื่องเล่นที่ได้เล่นคือนั่งบนอะไรที่มันหมุนๆ ไม่ได้ถ่ายรูปมา หมุนแล้วก็เหวี่ยงไปมา ไม่ฟินเบย – – (คือดันไปเล่นตัวพีกมาก่อนละไง) แล้วก็จบ หมดเวลา

ไอติมเม็ดที่เอเวอร์แลนด์ อร่อยดี (กินไอติมตอนอากาศเย็นนี่มันฟินจริงๆ)
กินข้าวโพดย่างด้วย (ไม่อร่อย)

วิวตอนกลางคืน สวยดี

ก่อนออกจากเอเวอร์แลนด์ก็ไปสอยไอ้ที่ลอกเท้าของ The Face Shop ฮ่าๆ (ทำไมแกไม่รอวันไปเมียงดง) แล้วก็มากินอาหาร อาหารวันนี้ไปกินบุฟเฟต์ที่ Viva Luce ที่กังนัม เป็นบุฟเฟต์ อาหารก็โอเคไม่ดีไม่ร้าย มีขาปูแห้งๆ ให้กิน แล้วก็มีไวน์เบียร์ตามแต่จะว้อน

แล้วก็เข้าที่พัก พักที่ Novotel กังนัม (มีเตียงคู่กะเตียงเดี่ยว ขออภัยไม่ได้ถ่ายรูปมา)
โรงแรมไฮโซดี มีไวไฟ แต่ชั่วโมงละ 5,600 วอน ดีออกกกกกกก (ไหนไกด์ว่ามีฟรีไวไฟที่ล็อบบี้วะ)
ก็เก็บของ แล้วก็ลงมาเดินลั้ลลา เดินๆๆ ย่านกังนัม กังนัมสไตล์ กรี๊ดๆๆๆ (สาดรูป)

มีปาร์ตี้มาม่าก่อนนอนด้วย ฮ่าๆ มาม่าเกาหลี (ที่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นรสเนื้อ แต่กรูไม่แดกเนื้อ…)
ก็เป็นอันจบวัน

สรุป

  • คุณทนความเย็นได้แค่ไหนประจำวันนี้ ข้างบนพอจะทนได้ แต่อีเล็กกิ้งไม่ค่อยได้ แต่ก็โอเค (เสื้อคลุมมิชลินปล้องๆ ใส่แล้วอุ่น แต่อ้วน ต้องเลือก)
  • แต่ตอนเดินในโซลไม่ได้ใส่โค้ตนะ (เลิกใส่บูทด้วย) ก็โอเคไม่เลวร้ายมาก (ที่ปิดคอช่วยได้จริงๆ)
  • ถุงมือหนาๆ แม่งเกะกะชีวิต หยิบจับอะไรก็ยาก (จริงๆ ใส่ถุงมือบางๆ ฮีทเทคก็จับของยาก แต่บางทีก็จำเป็น)
  • ที่ปิดคอเวิร์กมากกกกกกกกกกก (ไม่ชอบใช้ผ้าพันคอ เอ๊ะบ่นไปแล้วใช่มะ)
  • ไวไฟที่เกาหลีมีเยอะมาก มีให้เล่นฟรีได้เป็นระยะๆ ตอนที่เดินเล่นตอนกลางคืน จิ๊กไวไฟชาวบ้านได้เกือบทุกย่านเลย แต่เดินได้ 3 ก้าวก็เน็ตหลุด (แหงสิ)
  • โซลคืนนี้อากาศราวๆ 4 องศา (ดูจากไอพอด)
  • พบว่าคนเกาหลีใช้ซัมซุงเป็นส่วนมาก (ก็แหงสิครัช)
Permalink

Korea Day 2

ถึงสนามบินอินชอน ลงจากเครื่อง ไปรอพรรคพวกที่หน้าห้องน้ำแรกตามที่ไกด์บอก เพื่อเข้า ตม พร้อมๆ กัน
ไกด์บอกว่า บางคนอาจจะโดนเรียก ก็ไม่ต้องตกใจไป อะไรงี้ (ลืมบอกไปว่าใบ ตม เค้าเขียนให้หมดเลย เหลือเซ็นชื่อให้ตรงกะพาสปอร์ต และกรอกอาชีพ กรอกว่าเป็น Officer ไปก็ได้)
ก็เดินเข้า ตม ไปให้เค้าตรวจ ด้วยใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ (หนุ่ม ตม หน้าปลาตายมาก — สาวไทยตัวร้ายกะนาย ตม เย็นชา) แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี
มารอคนเปลี่ยนชุดพร้อมรบกับอากาศหนาว ส่วนตัวขี้คร้านเปลี่ยนเลยแต่งมาแล้วพอสมควร

บน: เสื้อซับ (ไม่ใช่ฮีทเทค) + มินิเดรส 1 ตัว ผ้าหนาพอควร + โค้ทน้ำตาล (หนาเหมือนกัน)
ล่าง: เลกกิ้ง + เลกกิ้งยีนส์
อื่นๆ: ถุงมือหนาๆ สีม่วง, ถุงเท้าวูล, บูท, อีขนๆ ไว้ปิดคอ

ขนๆ คือไอ้นี่ (แม่งมีประโยชน์มากจริงๆ)

เอาล่ะ พร้อมออกเดินทาง

ออกจากอินชอนปุ๊บ อากาศที่เจอคือ เย็นนนนน แต่ก็ไม่ได้ถึงกะทนไม่ได้ เย็นระดับสบายๆ กี่องศาไม่รู้ แต่น่าจะไม่เกิน 10 แหละ ก็ไปขึ้นรถ เจอไกด์ท้องถิ่น พูดๆๆ แล้วก็จะเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ไรไม่รู้ ระหว่างทางก็มีแจกขนมไส้ถั่วแดงกะนมกล้วย (ตอนแรกบอกว่าจะเป็นข้าวห่อสาหร่าย ไหงพี่เปลี่ยนกันแบบนี้) และแจกน้ำแร่ evian 1 ขวด

จากนั้นก็เดินทางไปพิพิธภัณฑ์เพื่อที่จะเจอว่า…แม่งปิด ถ่ายรูปข้างหน้าเอาก็ได้วะ ฮือ

จากนั้นเค้าก็พาไปให้อาหารนกที่เรือ (ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวขึ้นละ) ให้ขนมที่เหมือนฮานามิมา แล้วโยนๆๆ นกก็จะกินๆๆ แล้วก็วนไปต่อแถวกินต่อ แปลกดี
นกงับขนมเก่งมาก แทบไม่พลาดเลย

เสร็จแล้วก็ไปไชน่าทาวน์ (สาดรูปรัวๆ)

จากนั้นก็ไปกินข้าว อาหารมื้อนี้เป็นสุกี้ชาบูชาบู (ไกด์ชอบย้ำมากว่าห้ามเอาตะเกียบคีบหมูที่ไม่สุก เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ) ก็กินๆๆ กินกับข้าว กับน้ำจิ้มสุกี้ แล้วเค้าก็เอามาม่ามาใส่ให้อีก แล้วก็ใส่เครื่องปรุงมาม่า หลังๆ เริ่มคล้ายอีโทดาริ (ป่าววะ) ในเซ็นทรัลลาดพร้าวละ ฮ่าๆ แต่ก็อร่อยดีนะ

จากนั้นก็มีมาดูวิว มากินขนมต่อ กินช็อกโกแลตร้อน (ที่ไม่อร่อยแต่อุ่นมือดี) กินขนมมันทอด กินโพคาริ (ที่เพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรกและไทยก็มีขาย…อัลไลของแก)

จากนั้นก็ไปเกาะนามิ ซึ่งก็ไม่มีอะไร คือตอนไปมันก็เย็นๆ ใกล้มืดแล้ว (หนาวขึ้นอีกตะหาก) ก็ไปเต๊ะท่าถ่ายรูป เดินๆๆ กินๆๆ กินข้าวโพดย่าง (อร่อยมาก) กินแพนเค้กเกาหลี (แพนเค้กชาเขียวไส้ถั่วแดงและรสชาติเหมือนโรตีแต่อร่อยดี) (เอ๊ะทำไมมีแต่เรื่องกิน) กินๆๆ เดินๆๆ กว่าจะเจออีแบยองจุนก็มืดพอดี ก็ถ่ายแชะพอเป็นพิธี จบ นั่งเรือกลับ

จากนั้นก็ไปกินอาหารเย็น (ทัคคาลบิ ไก่ผัดผัก ซักพักเค้าก็เอาข้าวมาผัดๆๆ ใส่ซอส แล้วผัดๆๆ อร่อยดี)

แล้วก็ไปสกีรีสอร์ต นอนโรงแรม Vivaldi ตอนนี้แหละคือช่วงที่ “คุณทนความเย็นได้แค่ไหน” ของจริง
ได้นอนห้อง 3 คน กะเจ๊เกศและเม แต่ดันมีเตียง 2 เตียง และมีฟูก เลยเอาฟูกมากางนอนบนพื้นกันสามคน พื้นอุ่น
เข้าโรงแรมปุ๊บก็ลงมาเดินเล่น (นี่ลงไปเดินเล่นทั้งๆ ที่ไม่ใส่ถุงมือและโค้ต แรดมาก แต่หนาวมือแข็ง) ไปซื้อของกิน (น้ำ, ไอติมเมล่อน เป๊ปโปโร่ ขนม บลาๆ) ไปดูพี่เกศเล่นกาช่าปอง แล้วกลับมานอน
เป็นอันจบวันที่สอง สวัสดี

ตรงห้องนอนมีวิวสกีให้ดูด้วย

ป.ล.
ที่เกาหลีเวลาไปซื้อของที่ร้าน ถ้าจะเอาถุงพลาสติกบางร้านจะคิดเงินเพิ่ม 50 วอน ก็ว่าไป อะไรงี้

Permalink

Korea Day 1

รีบเขียนรีบเล่า เดี๋ยวจำไรไม่ได้ แม่งแก่แล้ว

วันแรก – ตื่น – จัดของ – ไปเทรน – เหนื่อยสัส – กลับมาถึงห้องตอนเกือบๆ หกโมง โชคดีที่พี่ชายขับเก๋งไปส่ง และแอบเงิบกับรายการของฝากเพิ่มเติม มีน้องฝากแป้ง 3 อายไลเนอร์ 2 โอเค fine ไม่เป็นไร อีกคนสั่งแบบ.. ลาเนจ 5 ปุก ห๊ะ 5 กระปุก แล้วก็ของอีทูดี้อีกฝูง (และย้ำด้วยว่าให้แยกบิลด้วยการรูดบัตรและแยกถุงของแถม) โอแม่เจ้า นี่คือการฝากซื้อของ โอเค.. คือยืมบัตรเครดิตและกล้องเฮียแต่ต้องรับใช้แฟนเฮีย ให้ก็ได้วะ (แบบงงๆ) ก็เป็นอันจบไป ก็มาแต่งตัว เตรียมของ ชุดที่ใส่ก็กะแบบ ไปเกาหลีก็แค่ใส่โค้ต ถุงมือ เล็กกิ้งยีนส์ ถุงเท้า แล้วร่อนได้ทันที สองทุ่มเดินทางไปสุวรรณภูมิ (กูกลัวมากเพราะมีม็อบและมีคนแอบแช่งตลอดทั้งวันว่าอาจจะเดินทางไม่ได้ สาส ขอบใจ) แต่ก็ไปถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ กา กา

ไปถึงราวๆ สามทุ่ม เค้าบอกให้เจอกันที่ประตู 6 เกต 4 เคาน์เตอร์ K ไรซักอย่าง (จำไม่ได้) อีนี่เดินไปเคาน์เตอร์อย่างมั่นใจมาก เพื่อที่จะ..เงิบ (ไหนวะผู้คน) โทรคุยกะเพื่อนเลยได้รู้ว่า อ๋อ เค้าอยู่กันข้างหน้า ขอบใจจริงๆ

รอกันพักนึงก็ได้บอร์ดดิ้งพาส เช็กอิน (กระเป๋าขาไปแม่งก็น้ำหนักเกินแล้ว อีนี่เป็นเจ้าแห่งการบ้าหอบฟางจริงๆ) เข้า ตม เช็ก บลาๆๆ เข้าไปกรี๊ดกร๊าดกะดิวตี้ฟรี (แต่ไม่ซื้อ) (ขั้นไหนก่อนขั้นไหนวะ เริ่มงง) แล้วก็ไปนั่งรอ รอ รอ ขึ้นเครื่องบินเอเชียน่า ที่ขึ้นช้าเพราะการบินไทยช้าจนต้องย้ายเกต ฮาๆ

ได้นั่งข้างพี่แม้ว (แต่ไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง แงแงแง) เอเชียน่าเป็นสายการบินที่โอเคดี แอร์เดินเร็วมาก เดินร่อนไปร่อนมา จะเอาอะไรก็ไม่ค่อยทัน ขึ้นไปก็ หลับ ตื่นมากินน้ำส้ม กินอาหารเช้า กินกาแฟ กินๆๆ แล้วก็ ถึง

เตรียมสวัสดีโคเรียและอากาศเย็น

ข้อควรรู้

  • เริ่มเข้าใจคนที่ไปไหนเงียบๆ ไม่ชอบให้ใครฝากของ แต่นี่ก็ใจดีไง แต่แบบ ใครจะฝากซื้ออะไร ช่วยลิสต์ชื่อสินค้า และรายการ และจำนวน และราคา (เว้นแต่จะให้รูดบัตร) มาบ้าง ยิ่งถ้าฝากซื้อเครื่องสำอางเกาหลี ลิสต์ชื่อมาเลย 1 2 3 4 5 เอาอะไร และให้เงินมาล่วงหน้า เพราะเวลาไปแลกจะได้แลกเผื่อ เรตมันจะถูกกว่าธนาคารพอสมควร (นี่เจอมาแบบ ให้มาเป็นรูปและให้ส่องจากเบอร์สินค้าเอาเอง จ้ะ แม่ง นี่คือการฝากซื้อ เอื้อความสะดวกให้กูมาก ขอบใจจริงๆ แต่อีกแง่ก็ไปรับมาเองแล้วจะบ่นอะไร แต่ก็ขอบ่นสิ นี่ที่ของกูนะ)
  • กะว่าเอาของไปครบแล้ว แม่งลืมพาวเวอร์แบงก์ที่อุตส่าห์ชาร์จไว้จนเต็ม โคตรเจ็บปวด T-T
  • จบ ไว้ต่อวันสอง
  • เพิ่งมาเห็นว่าวันผิด ต้อง 1.12.2013 สิ ช่างแม่ง ฮ่าๆ
Permalink

Prepare to Korea Gogo

ปณิธานปีใหม่ที่ตั้งไว้เล่นๆ ตอนปีที่แล้ว และคิดว่าไม่น่าจะรอดมากที่สุด คือ อยากไปที่เที่ยวเล่นเย็นๆ เห็นหิมะ
ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะบริษัทพาไปเอ๊าติ้งงงง (ถึงจะเปลี่ยนจากญี่ปุ่นเป็นเกาหลีก็ตาม ฮือๆ T-T)
เราเป็นคนไม่อินกะวัฒนธรรมเกาหลี ไม่อินเลยยย แต่คลั่งในความเป็นญี่ปุ่น กิโมโน ซูชิ ภาษาญี่ปุ่น ริลัคคุมะ อ๊าก ทุกสิ่งอย่าง
แต่ก็ยังดีกว่าเค้าไม่พาไปเที่ยว วะฮ่าฮ่า

ไม่อินกะเกาหลี แต่ก็แอบอยากเห็นหิมะ อยากเจออากาศเย็นๆ อยากเล่นเอเวอร์แลนด์ อยากกินสตรอเบอร์รี่สดๆ และได้เที่ยวววว (ฟรี) ก็น่าพอใจอยู่นะ
(ไม่รู้คนอื่นเค้าตื่นเต้นกันไหม แต่อีนี่เริ่มตื่นเต้นและเจออะไรก็ถ่ายเก็บมาก ก็แหม ครั้งหนึ่งในชีวิต T-T ออกนอกประเทศล่าสุดตอน 6 ปีที่แล้วงี้ ไปมาเลย์ ฮา)

เตรียมตัว ตอนแรกก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีพี่แอน (@annkemon) ให้รายละเอียดมาเยอะมาก ใจดีมาก T-T ช่วงนั้นเค้าบอกว่า หนาว หนาว หนาว
ก็แบบ ไปพลาตินัมกะเจ๊เกศและเมษา สอยอุปกรณ์กันหนาว ลองจอน ถุงเท้าวูล ถุงเท้าข้างนอก รองเท้าบูต ที่สวมหัว ถุงมือ
เสื้อโค้ตฉกจากจั๊ว (ให้มา 2 ตัว) และป้าหน่อย (ด้วยความงก)
ฉกผ้าพันคอจากจั๊ว (รักเธอ)
แล้วก็สอยฮีทเทค ยูนิโคล่ 1 ตัว ได้ฟรีอีก 1 ตัว (จากลูกหยี รักเธอ) และสอยอีก 1 ตัว เป็นคอเต่าตัวนอก
สอยกางเกงกันหนาวที่ยูเนียนมอลล์
และก็เข้ายูนิโคล่ ได้ถุงมือฮีทเทค (ที่เล่นทัชสกรีนได้แต่ลำบากหน่อย) ฝากตี๋ซื้อผ้าปิดตาจาก zeenzone และได้ผ้าปิดคอ (ฮีทเทคอีกแล้ว) จากยูนิโคล่มา (เดือนนี้แม่งเข้ายูนิโคล่บ่อยมากจริงๆ)
ขนาดว่านี่ก็ยืมของชาวบ้านเยอะแล้วนะ กูยังหมดค่ากันหนาว (ที่แม่งกันหนาวได้จริงปะวะ) ไปหลายสตางค์ T T

(ไม่ได้เอาของจากพลาตินัมมาโชว์ คร้าน โชว์อีชุดดำๆ นี่เพราะเห็นว่ามันเข้ากันดี ฮ่า)

วันนี้รุ่นน้องตี๋ที่อยู่โซลบอกว่า หิมะตกหนักมาก ตกทั้งวันทั้งคืน อากาศเลวร้ายมาก ปีก่อนๆ ไม่เป็นงี้ ถ้าจะแต่งอะไรมา จงมาแบบจัดเต็ม
ขอบใจ คือมโนอากาศไม่ออกจีจี T T หวังแค่ว่า จะไม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์กันหนาวเพิ่ม (เลวร้ายสุดคลุมโค้ตสองตัวแม่งเลย)

(เย็นสุดที่เคยเจอคือที่ปาย 10 กว่าองศา นั่นก็มือหงิกละนะ)

นี่ก็ใกล้จะไปแล้ว จะว่าตื่นเต้นมั้ยก็ตื่นเต้นแหละ แค่ไม่อินกะโสมเกาหลี พระราชวัง เกาะนามิ ไรงี้ แต่คิดซะว่าไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา ก็พอจะเบิกบานได้อยู่ เอาวะ \(o ̄∇ ̄o)/

เงินวอนก็แลกแล้ว (เงินเป็นแสนแม่งมีธนบัตรจึ๋งเดว T T)

ก็น่าจะเกือบพร้อมแล้วนะ ขาดไรอีกวะ
อีก 4 วัน โคเรียโกโก เย่

Permalink

ความจำสั้น

ช่วงนี้ถ้าจะชอบเพลงอะไร ก็คงจะเป็นเพลงนี้

อาจนึกไม่ออกสักเท่าไร
แค่พอจำได้ ก็แค่นั้น
จำได้แค่เพียงใครหนึ่งคน
เข้ามาวกวนในใจฉัน
ไม่นานแค่เพียงไม่นานก็ผ่านไป

อาจเป็นความทรงจำที่บอบบาง
จำได้เพียงเลือนลางกับเส้นทางที่ชั่วคราว
อาจเป็นความทรงจำที่สั้นเหลือเกินไม่ยืดยาว
แต่มีใครรู้ว่าฉันเศร้า
เกือบทุกคราวที่นึกมันขึ้นมา

ไม่อาจใช้คำว่าผูกพัน
ไม่มีวันนั้นที่ลึกซึ้ง
เป็นเพียงแค่คนที่ถูกใจ
คำว่ารักยังไปไม่ถึง
ครึ่งนึงแค่เพียงครึ่งนึงของจิตใจ

อาจเป็นความทรงจำที่บอบบาง
จำได้เพียงเลือนลางกับเส้นทางที่ชั่วคราว
อาจเป็นความทรงจำที่สั้นเหลือเกินไม่ยืดยาว
แต่มีใครรู้ว่าฉันเศร้า
เกือบทุกคราวที่นึกมันขึ้นมา

อาจเป็นความทรงจำที่บอบบาง
จำได้เพียงเลือนลางกับเส้นทางที่ชั่วคราว
อาจเป็นความทรงจำที่สั้นเหลือเกินไม่ยืดยาว
แต่มีใครรู้ว่าฉันเศร้า
เกือบทุกคราวที่นึกมันขึ้นมา

Page 5 of 14« First...34567...10...Last »