Permalink

รีวิว Central Embassy Diploma Screen

10577160_973796792636665_2389720781694438471_n

(จิ๊กรูป Banku มา)

รูปโรงและที่นั่งไม่ต้องมั้ง ไปหาในกูเกิลเอาก็เจอ (บล็อกเกอร์รีวิวไว้เยอะแยะ) จะรีวิวตามนี้

  • ทางเข้าไฮโซดี
  • อาหารไม่อร่อย
  • พนักงานบริการช้า
  • ที่นั่งรอก่อนเข้าโรงไฮโซดี
  • เข้าโรง โฆษณาน้อยมาก (ดี)
  • เก้าอี้สบายดี ไม่เห็นหัวแถวข้างหน้า (หมดปัญหาเวลาเจอพวกไร้มารยาทเล่นไลน์ในโรง) เก้าอี้เป็นโซฟาหนัง มีน้ำและป๊อปคอร์นเค็มๆ เสิร์ฟถังนึง (ถังไม่เล็กไม่ใหญ่) โซฟาปรับนอนได้ (ตอนปรับนอนแล้วลุกเบาะมีร่วง อีสัสโคตรบ้านนอก — กูเนี่ย)
  • มีโคมไฟและปุ่มเรียกพนักงาน ซึ่งอีนี่คิดว่าปุ่มเรียกพนักงานคือปุ่มโคมไฟก็กดรัวๆ
  • มี USB เสียบชาร์จมือถือ ซึ่งมึงไปชาร์จที่อื่นก็ได้มั้ง
  • มีหมอนและผ้าห่มให้ เกรดหมอนบนรถทัวร์
  • จอใหญ่ดี
  • ผ้าห่มมีประโยชน์เวลาดูหนังผีมาก (เอะอะก็ยกมาปิดตา)
  • ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีไม่ร้าย คือให้เสียเงินเองคงไม่มา
  • ส่วนหนังที่ดูเป็นไงเหรอ เฮอะ เฮอะๆ กาก

สวัสดี

Permalink

แปลกดี

แปลกดีที่สงสัยความไม่สมเหตุสมผลในหนังแฟนตาซี จะถูกด่าหรือบอกว่า อยากสมจริงขนาดนั้นทำไมไม่ไปดูหนังสารคดี

แปลกดีที่พอสงสัยว่า 10 ประโยคเปลี่ยนชีวิต Mark Zuckerberg นี่ อีมาร์คพูดจริงเหรอ ก็จะมีคนบอกว่า ทำไมต้องสงสัย ถึงมาร์คไม่ได้พูด ก็เอาประโยคไปใช้ได้เหมือนกัน (นี่ไม่รวมเรื่อง พระราชดำรัสในหลวงที่ในหลวงไม่ได้ตรัส แต่ก็แชร์เพราะมันดีมันถูกใจ) คือไม่อะไรกะคนที่แชร์แล้วไม่รู้นะ แต่พอมีคนเตือนหรือทักแล้วยังเชื่อมั่นในความคิดตัวเองแบบผิดๆ นี่ มึง

แปลกดีอีกที่ พอสงสัยเรื่องดารา หรือวิจารณ์เรื่องดารา (อย่างล่าสุดคือเรื่องพ่อเด็ก) ก็บอกอีกว่า เรื่องส่วนตัวเขาอย่าเสือก เอ้ามันไม่ส่วนตัวตั้งแต่แถลงข่าวแล้วปะสัส

Permalink

พยายามที่จะพยายาม

มีช่วงหนึ่งขี้เกียจมาก
ขี้เกียจมากคือ ก็คิดว่าวันๆ ก็โบกงานเยอะแล้ว ฉันขอเวลาพักผ่อนชีวิตบ้าง
ผลคือไอ้สกิลเรียนรู้ที่ควรจะมีและควรจะทำ (ทำงานสายนี้มันไม่ควรหยุดนิ่งใช่ไหม) มันก็ยังเรียนรู้และทันข่าวแหละ
แต่ไม่เร็วและไม่ดีพอ

นี่ก็เลยพยายามที่จะพยายามมากขึ้น
สองวันมานี่กลับห้องเปิดคอมเขียนข่าวทุกวัน
(และหวังว่าจะเป็นแบบนี้ได้อีกเรื่อยๆ)

จบละ

Permalink

Faceblog Talk

(รีบเขียนก่อนที่ความรู้สึกจะหายไป ป.ล. ดิบๆ เถื่อนๆ หน่อยนะ)
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่งคุณ markpeak แกก็ส่งข้อความมาประมาณนี้

ใจจริงอีนี่คือไม่อยากจัด 5555555555555555 คือไม่คิดว่าตัวเองจะมีพาวเวอร์เว้ย คนจะมาเหรอวะ จะเชิญใครวะ อะไรงี้
แต่ถามว่าจริงๆ อยากพรีเซนต์ตัวเองมั้ย มันก็อยาก มันก็เออ กึ่งๆ กล้าๆ กลัวๆ อะนะ
มันเป็นสันดานที่มีมาในช่วงสิบยี่สิบปีของอายุชีวิต (ก็เกือบทั้งชีวิตแล้วปะ) ที่เป็นคนที่ ไม่มั่นใจตัวเอง คือไม่มั่นใจจริงๆ นะ
ทั้งๆ ที่ทำนั่นทำนี่ได้ (รึปะวะ) คือมันมีอะไรหลายๆ อย่างที่พิสูจน์ว่า ถ้าให้พูดด้วยผลงานมันก็พอจะมีผลงาน
แต่ถ้าจะให้บอกออกจากปากว่าเนี่ย ชั้นทำนั่นทำนี่ได้ จะไม่ค่อยพูด (เออ ทำไม)
คือมันก็คิดว่า เราไม่ได้ทำได้ดี ไม่ได้ expert ซึ่งไอ้ไม่ expert ของกูเนี่ย มันอาจจะดีกว่าปกติของธรรมดาด้วยซ้ำ
แต่เราก็จะบอกว่าเอ้อ ไม่เก่งๆๆ อยู่นั่นแหละ
คือถ้าใครทนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะแบบ เอ้ะทำไมมึงพิมพ์อะไรย้อนแย้งในตัวเอง สรุปมึงเก่งหรือมึงไม่เก่ง
คือเวลาบอกใครว่าทำอะไรได้ เราก็บอกว่าทำได้อะ แต่เชี่ยวชาญมั้ย ไม่ว่ะ 5555555 คือฆ่าตัวเองเห็นๆ
(แต่จากนี้จะพยายามมั่นใจแล้วนะ — คือก็บอกตัวเองแบบนี้มาสิบปีแล้วเหมือนกัน)
เอาล่ะ พล่ามมาเยอะแล้ว ต่อ

คือก็อยากจัดแบบ 70-30 (70 นี่คือไม่อยากจัด) เสร็จแล้วก็มี message นี้เด้งมา

ก็ไปหาคุณอิสริยะในเวลาต่อมา ประโยคที่แกว่าเรื่องจะคุย Faceblog Talk แกก็บอกว่า as I said อะเนอะ แล้วก็ลงมาที่คำถามว่า

“วันไหนดี”

…เงิบแป๊บ ก็บอกไปว่า 5 ก.ค. ละกัน ซึ่งมันเหลือเวลาอีกราวๆ 3 สัปดาห์ (ถามว่าทำไมเลือกวันเร็วฉิบ ไม่มีไร คือวันนั้นมันว่าง แค่นั้นเอง 555)

แล้วก็จบ แยกย้าย ก็มานึก จะเชิญใครดี
แวบแรกคือพี่แอนแน่นอน เพราะรู้จัก 555 ก็แบบ พี่แอนพี่โบว์ต๋าาา มาช่วยพูดเรื่องเพจนลินฟ้าหน่อย
คนที่สองคือไอซ์แห่ง Thaitrend เพราะรู้จัก (อีกนั่นแหละ) อีกอย่างก็ชอบใน Thaitrend ของไอซ์ด้วย มันเป็นระบบที่เอเจนซี่และสื่อใช้อ้างอิงนะเว้ย แต่ไม่ค่อยมีใครสัมแพลด Thaitrend เลอ
คนที่สาม จริงๆ นึกไม่ออกจะเชิญใคร ตอนแรกกะจะพูดเองแต่นึกไปนึกมาก็แบบ เอาเด็กในสังกัด (@vvkungx) นี่แหละมาพรีเซนต์เรื่อง Google+ ของนาง ก็น่าจะจบ

สถานที่
ตอนแรกพี่มาร์คบอกว่าไปใช้ SIU ก็ได้ แต่ก็มีเหตุผลนิดหน่อยที่ไปหาสถานที่อื่นด้วยกิเลสส่วนตัว 55555 ก็ถามคนรอบข้างเรื่อง Coworking Space มีที่ไหนบ้าง ราคาเท่าไหร่ มาจบที่ Muchroom Coworking Space ด้วยสนนราคาชั่วโมงละ 700 โปรเจ็กเตอร์อีก 400 ก็คิดว่าจะเช่า 3 ชม. + ค่าโปรเจ็กเตอร์ 400 ก็ 2500 โอเครับได้ (นี่คือตั้งใจจะควักตังค์จ่ายเอง แต่มันมีเหตุผลที่ไม่ได้จ่ายซึ่งเดี๋ยวจะบอกในคราวถัดไป)

ผู้เข้าฟัง
ตอนแรกกลัวฉิบหายว่าจะไม่มีคนมาฟัง 55555555555 ก็แบบ โพสต์ใน Facebook ตัวเองว่าจะมีงานนะ ก็มีคนนั้นคนนี้บอกจะมาก็เลย เออ นับหัวไปมาก็ได้เกือบ 15 คนแล้วนี่หว่า (ตอนแรกว่าจะรับแค่ 20 คน) ตอนนั้นก็ลังเลนะว่าจะเขียนบล็อกประชาสัมพันธ์งานดีรึเปล่า แต่สุดท้ายก็เขียน (บวกกับโดนกดดันด้วยแหละ T-T) ก็อะ เขียน เอาลิงก์ไปแปะในกรุ๊ปไลน์ก็แบบ เออมีคนจะมาด้วยว่ะ มีคนลงทะเบียนด้วย O_o สุดท้ายไล่ชื่อไปมาก็ได้ 30 คน

ก่อนวันงาน

มีทวีตจากพี่พัชรแบบนี้

ก็เลยแบบ สนับสนุนเท่าไหร่ดีคะ (ไม่ได้แปลว่าไม่เอา 555555555555) แล้วพี่พัชรก็ให้จริงเว้ย T-T ให้มาในจำนวนที่แบบ โหพี่ให้มางี้เดี๋ยวใส่สปอนเซอร์ให้ 2 ที่เลย 55555555 เรามีเงินเลี้ยงขนมพวกนายๆ ที่มาแล้ว T-T (โทรสั่ง S&P)

ก่อนวันงานก็มีถามตง (@Blltz) ต้องทำอะไรกะชีวิตบ้างวะ อ๋อต้องเตรียมสาย เตรียมสไลด์เปิดหน้า แล้วก็เตรียมใจ บลาๆๆ

พี่มาร์คมีบอกด้วยว่า เออน่าจะเขียนบอกนะว่ามี Hangouts on air แล้วก็เขียนขึ้น BN (ได้ขึ้น Sticky วันนึงด้วยนะเว้ย T-T ปลาบปลื้มปิติอะไรอย่างนี้)

วันงาน
ก็ ไปที่งาน ปรินต์ชื่อผู้ลงทะเบียนไป รอรับขนมที่มาส่ง รอคนมา เริ่มงานก็ประมาณบ่ายครึ่ง ก็รันงานไปเรื่อยๆ ก็นั่งฟังไปเรื่อยๆ ดูผลตอบรับในโซเชียล พอเสร็จงานก็จบเลย 55555 เป็นงานที่งงๆ ดี แต่ผลก็โอเคเลยนะ คือรูปงานออกมาสวยดี (จิ๊กรูปมาจากพี่มาร์คเช่นเคย)

สรุป
เป็นงานที่เรางงชีวิตมาก 555555 คือเออ มันเป็นงานที่ดีใช่มั้ย ถ้าเป็นงานที่ดีเราก็ดีใจ จริงๆ รู้ตัวเองเลยว่าจัดงานได้กากมาก (คือคนพูดไม่กาก แต่คนเมเนจงานอย่างฉันกากเอง) แล้วก็โดนติติงมาด้วยว่าไม่ค่อยเซลฟ์ วันหลังต้องเซลฟ์กว่านี้ๆๆๆ ต้องมั่นใจว่างานเราดีๆๆๆ (แต่ถ้ามั่นใจเกินไปเดี๋ยวจะตบกลับมาเอง — พี่แอนบอกมา) แล้วก็ต้อง PR มากกว่านี้ๆๆๆ (เสียใจมากจริงๆ)
ไม่เป็นไรนะงานหน้าเอาใหม่ (ปลอบใจตัวเอง) (หวังว่าจะยังมีคนมา)
ต้องขอบคุณหลายๆ คน อย่างที่เคยขอบคุณในงานแหละ ขอบคุณพี่มาร์คที่เข็นจนได้งานนี้ออกมา (อาจจะดันจนเหนื่อยนี่ก็ขอโทษจริงๆ T-T) ขอบคุณพี่ลิ่ว (พี่ท่านถึงกับใช้แอคพับลิกช่วยทวีต ซาบซึ้งชริงๆ )ตง พี่แอน พี่โบว์ ตั๊กถั่ว ไอซ์ วีวี่ พี่พัชร ลุงม่อน ทุกคนที่มางาน ขอบคุณมากกกกกกกกกกก ขอบคุณที่เห็นค่าของงานเรา ขอโทษที่เราไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง หลังจากนี้เราจะพยายามมากกว่านี้ 5555 ไม่รู้จะพูดไรแล้ว ไว้เจอกันงานหน้าเนอะ (ไว้นึกอะไรเพิ่มได้จะมาบันทึกไว้อีก) จุ๊บ

ป.ล. เรื่องรายละเอียดงานเดี๋ยวไปเขียนใน Faceblog นะ อันนี้แค่ความรู้สึกตัวเองเฉยๆ

Permalink

เจอต่อ ธนภพ และประทับใจ

จดไว้หน่อย
ถึงจะหน้าเหมือนติ่ง แต่จริงๆ เราชอบคนไม่เยอะมาก
ถึงชอบก็ไม่ได้แบบ โอ้ยต้องตามไปติ่งในอีเวนต์ให้ได้
คืออีเวนต์มันคนเยอะ แล้วใช่ว่าจะได้ถึงเนื้อถึงตัว
ถ้าชอบก็ต้องเอาให้สุด เช่น ถ่ายรูปคู่ จับมือ ไปคอนเสิร์ต กิกิ
ตั้งแต่ทำงานมา ก็มีเรื่องให้เจอดารานักร้อง ทั้งสมัยอาร์เอส (จำได้ว่าตั้งแต่ทำงาน เจอก็หลายคน แต่ถ่ายรูปคู่ด้วยคนเดียวคือเชนธนา — นั่นก็เรื่องบังเอิญ)

มาที่ทำงานที่สาม ก็ยังต้องไปเจอดารา (จริงๆ คือไปถ่ายงาน)
ก็ไม่ได้อะไรกะใคร คือก็ไม่ได้รู้สึกว่า โหยยย ฟินเวอร์ อะไรอย่างงี้
(ก็แหง คือมันต้องไปตบตีแย่งชิงพื้นที่กะสื่อที่ถือ DSLR เบ้งๆ แล้วก็โดนไล่ออกจากงานข้อหาหน้าเหมือนติ่งเกือบจะทุกงาน — ขนาดกูมีบัตรสตาฟฟ์)
ก็ว่ากันไป

วันนี้ไปถ่ายงาน ไปเจอต่อ ไปนั่งฟังเค้าบรีฟงาน น้องมันก็น่ารักดี
ตอนถ่ายก็แบบ อากาศร้อนเห้ๆ แล้วก็แดดส่องเข้าตา นางก็ทำงานของนางไป
ตอนท้ายสคริปต์ ต้องมีพูดนอกบทนิดหน่อย คือให้มาติดตามประกาศผลที่ Facebook ซึ่งเราเป็นคนบรีฟนาง
นางก็แบบ โอ้ยร้อน โอ้ยกูไม่ไหวแล้ว ร้อนนนนน (แล้วเพลงพี่ตูนก็ขึ้นพอดี อีนี่ก็เล่นตลกว่า เสียงลมคำราม ฟ้าครามพลันมืดมัว โอ้ย ท่องบทให้กูก่อน)
ก็พูดๆๆ ด้วยสีหน้าที่เกือบจะไม่ไหว ก็ยุให้แบบ เฮ้ยจะจบแล้ว สู้ๆ ตอนตบท้ายทำท่าแอ๊ะๆ ใส่กล้องหน่อยก็ได้ (แอ๊ะๆ คืออะไร อีนี่ก็บรีฟไม่เคลียร)

ต่อบอก “เอาท่าแบบในโฆษณามั้ยพี่” แล้วมันก็พูดว่า ติดตามผลได้ที่ Facebook นะครับ แล้วมันก็ทำท่าปี๊ด….

น่ารัก

จากนั้นก็มีเดินไปเซเว่น ไปนั่นนี่ outdoor โคตรร้อนนนนน อีนี่ก็ต้องคอยตบตีกะพี่สื่อที่ กล้องใหญ่ละเกิลลล หวงคอมโพสต์ละเกิลลล กรูถือไอโฟน ก็เกรงใจละเกิลลล แต่ด้วยหน้าที่ และก็รู้สึกว่าก็อยากทำให้มันดีๆ ก็แย่งที่เค้าไปตามเรื่องตามราว วันนี้ใจกล้าถึงขนาดบอกให้ดารามองกล้องนี้ด้วย!!! จงมองถึงแม้มันจะเป็นไอโฟนนน!! ฮา

จบจากเซเว่น ก็มาที่หน้าสเตจ
ก็มีถ่ายกะพร็อพตามเรื่องตามราว (แน่นอน ดาราและผู้บริหารและพริตตี้ เค้าก็มองกล้องใหญ่เหมือนเดิม)
จบจากสเตจพริตตี้ ผู้บริหาร และต่อ
ก็มีถ่ายเดี่ยวต่อ
และก็แย่งมุมไม่ทันเหมือนเดิม คือพยายามจะไปมุมที่กล้องเค้าถ่ายแล้วนะ แต่แบบ ไม่ได้ว่ะ เค้าไม่มองเราเลย
ก็แบบ ไหนๆ วันนี้ก็หน้าด้านแล้ว ขออีกรอบละกัน
“มองกล้องนี้ด้วยค่าาาา”

ต่อหันมามอง
อ๋อ พี่คนนี้ ต้องทำท่านี้สินะ
แล้วนางก็ค่อยๆ ยกขวดขึ้น แล้วก็ ปี๊ด………………..

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ น่ารักสาสสสส
ประทับใจ ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของวันนี้ ฮ่าๆๆๆ

แปะเพิ่มว่าตอนถ่ายกะคนอื่นนางทำท่านี้

นี่ตอนนางเริ่มปี๊ด.. (ใครงงไปหาโฆษณาดูเอาเองนะ)

ป.ล. ต่อเป็นคนเฟรนด์ลี่ดี พูดไม่ค่อยเก่ง แต่ยักคิ้วหลิ่วตาแล้วมีเสน่ห์สัสๆ (นี่คือชม) เอนเตอร์เทนแฟนๆ ดีมาก เอะอะก็วิ่งไปถ่ายรูปกะแฟนคลับ (เห็นบ่อยมากกกกกกกกกก จนทีมงานต้องพยายามลากเข้ามากอง) วันนี้อีเวนต์น่าสงสารมาก ร้อน แดดแยงตา สู้นะ

Permalink

Dream High

นั่งดู Dream High แรกๆ ไม่ค่อยอิน
มาอินตอนกลางๆ เรื่อง คือนางเอกนิสัยไม่ค่อยดี หยิ่ง แล้วก็เหยียดเพื่อน (นี่มันกูเลยหนิ)
ครูนางเอกก็บอกว่า ถ้าเรื่องมันจบอยู่แค่นี้ เธอก็จะเป็นจบที่ตัวละครอะไรซักตัว (ในการ์ตูนเกาหลี) ที่ก็จบไม่สวย
แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นี้ ถ้าเธอเรียนรู้แล้วเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอก็จะเป็นคนใหม่
จะโตช้าก็ไม่เป็นไร จะก้าวไปช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร แต่เชื่อว่ามันจะไปได้ไกลกว่าคนที่ไปเร็ว โฮฮฮฮ นี่มันกูเลยหนิ T-T

(ยังดูไม่จบ)

ป.ล. ซูฮยอนน่ารักมาก ฉันเป็นติ่งซูฮยอนไปแล้ววววววววววววว

Permalink

ว่าด้วยเรื่องของการมีดี

(ถ่อยและหยาบบ้างถึงปานกลาง)
มีดี นามสกุล พนมยงค์ (ผิดละ)
ช่วงนี้อยู่ในเฟสตกตะตอนตนเองอีกละ คือก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอก แต่ก็เป็นพักๆ มีอะไรมากระทุ้งทีก็จะคิดที ว่าเออนี่ตกลงกูมีดีหรือเปล่า
ไอ้คำตอบจากในใจลึกๆๆๆ มันก็แบบ ก็อยากบอกว่ากูมีดี กูเก่ง แต่มันทำไม่ได้ มันไม่มั่นใจ
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้เป็นอย่างนี้ ที่อยู่มาวันนึงก็เริ่มไม่ชอบพูดในสิ่งที่คิด ไม่ชอบเถียง (แต่ถ้าอารมณ์ไม่ปกติก็เถียงนะ และส่วนใหญ่เป็นการเถียงแบบใช้อารมณ์ซึ่งก็รู้ใช่มั้ยว่าพอมันมาอีหรอบนี้ก็แพ้ภัยตัวเองทุกที ฮา) อยู่มาวันนึงก็ไม่มั่นใจตัวเอง กูก็ไม่ได้แย่นะ ก็พอจะรู้ตัว แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง (ไอ้เวลาไปปรึกษาใครให้คนเค้าคอยให้ความมั่นใจมาว่ามีดีก็จะชอบถามซ้ำๆ จริงเหรอวะ ไม่ได้ปลอบใจกูใช่ป้ะ แต่คือไม่ได้ย้ำเพื่อแอ๊บมาอวยกัน ก็กูไม่มั่นใจอะะะะะ)

คือก็คิดว่าสิ่งที่เราทำใครๆ ก็ทำได้
คิดว่าสิ่งที่เรารู้ พูดไปคนอื่นอาจจะรู้หมด
คิดว่าถ้าแม่งออกมาพูด วิจารณ์ หรือแสดงความเห็น กูก็ต้องรับผิดชอบสังคมด้วยการมีนั่นนี่มารองรับ พอมีคนมาถกมาเถียงก็แบบ ไม่อยากเถียงไง

ทั้งหมดทั้งปวงเลยขมวดมาเป็นตัวเองที่กากกา
ที่ก็อยากสลัดขนแล้วกลายเป็นอะไรที่มันสง่าๆ บ้างนะ
แต่ก็ยังเติบโตได้แบบตุปัดตุเป๋ตุหรัดตุเหร่อยู่นั่น

จริงๆ มาถึงขนาดนี้ ในช่วงเวลา 1 ปีกว่าๆ (จริงๆ ก็เกือบ 3 ปี แต่ปีหลังโมดิฟายด์ตัวเองเข้มข้นขึ้นพอสมควร ด้วยภาวะ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน) มันก็พัฒนานะ ก็ไม่แย่นะ แต่ก็ไม่รู้สิ ก็ยังคิดว่าใครๆ ก็ทำได้

สัส
มั่นใจตัวเองนี่มันยากจัง (เพิ่งไปบ่นกะพี่แอนที่นางก็บอกว่า อีนี่ก็มาปรึกษาปัญหาเดิมๆ แต่เปลี่ยนตีม)
ก็จดไว้แหละว่าวันนึงเคยคิดและรู้สึกแบบนี้
ผ่านไปอีกไม่กี่ปี (เผลอๆ ไม่กี่เดือน) อาจจะคิดอะไรตก มั่นใจสัสๆ หรือไม่ก็ไม่มั่นใจตัวเองหนักเข้าไปกว่าเดิม ถถถถถ

Permalink

รวมฉากและคำพูดที่ชอบจากเรื่อง You who came from the stars (1)

ไม่คิดว่าชีวิตจะต้องมาติดซีรีส์ (ไม่เคยดูซีรีส์เกาหลีจบเลย)
ก็ดันมาติดเรื่องนี้ซะงั้น คือคนดูกันล้นหลามมาก
อย่างในออฟฟิศดูซีรีส์ตั้งแต่ The Heirs (ที่เคยเผลออ่านว่าเดอะแฮร์..) แต่รอดมาได้ด้วยความขี้เกียจดูวิดีโอยาวๆ ยิ่งชีพ
แต่มาตกม้าตายกะเรื่องนี้ (เริ่มมาดูตอนมันฉายไปแล้ว 17 ตอน) เพราะฉากนึงที่มีคนแคปมาทวีต.. (ฉากไว้ไว้จะกล่าวในตอนถัดๆ ไป)
พอดูแล้วแบบ โอย สนุก ถึงจะไม่ได้ตรงกะชีวิตตัวเองซะหมด (แหงดิวะ ใครจะมีอินไซต์อินเลิฟกะมนุษย์ต่างดาว) แต่บางคำพูดมันจี๊ดดดดดด
บ้ามากแค่ไหน ก็แค่แคปรูป ตามเซฟรูป และดูรอบที่สองละเนี่ย ติ่งจัด
ขอจดคำพูดและฉากที่ชอบไว้หน่อย (มีเยอะก็เลยแบ่งเป็นพาร์ตๆ ละกัน)

(สปอยยยยล์นะจ๊ะ)

“ฉีดโบท็อกซ์เข้าสมองไปรึไงยะ สมองถึงได้ไม่มีรอยหยักอะไรเลย”

“เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วนะคะ ที่ฉันแอบหลงรักเขาข้างเดียว
เขาเป็นคนที่ไม่เคยมองมาที่ฉันแม้สักครั้งเดียว
ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงมองไปที่เขาเพียงคนเดียว”

“พวกคุณทุกคนอาจเคยสงสัย ว่าความรักจะอยู่ได้ตลอดไปมั้ย
แต่ยังไง ความรักก็ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป
วันหมดอายุของความรัก ก็เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ และไม่อาจมีใครหนีความจริงได้
ถ้ารักคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดรุ่นต่อๆ ไปขึ้นมาได้
ดังนั้น อย่าปล่อยให้สิ่งที่มีค่า หรือคนที่มีค่าในชีวิต ต้องเจ็บปวด
เพราะภาพลวงตาเพียงชั่วคราว ที่่ถูกสร้างขึ้นมาจากความรัก”

“คิดถึงคนอื่นก็มีแต่เรื่องให้วุ่นวายใจ”

“ถึงอนาคตมันจะสำคัญ แต่ปัจจุบันก็สำคัญเท่ากันไม่ใช่เหรอ”

“อยากรู้วิธีไม่ให้ตัวเองเจ็บเพราะคนอื่นมั้ย
อย่ารับหรือให้อะไร แล้วก็อย่าคาดหวังด้วย
จะได้ไม่ผิดหวังแล้วก็เจ็บอีก” Continue Reading →

Permalink

My first smartphone

มือถือเครื่องแรกของข้าพเจ้าคือ i-mobile 606 ซื้อตอนเรียนปีสาม สนนราคา 6600 บาท
ซื้อเพราะอยากได้มือถือที่ทำได้ทุกอย่าง ถ่ายรูป (VGA) ฟังเพลง ถ่ายคลิป บลาๆ ก็เลยสอยมา
ไอโมบายเครื่องนี้อยู่กะข้าเจ้ามาเป็นเวลา 4 ปี
(ช่างเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากเมื่อเทียบกับยี่ห้อของมัน)

ปีแรกยังดีอยู่
ปีที่สองใช้คุยมากเกิน (วันนึงอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง ใส่สมอลทอล์กตลอด)
มันเลยเริ่มมีอาการเอ๋อๆ ให้เห็นบ้าง
ปีสามกล้องมือถือเริ่มเจ๊งเป็นบางเวลา มือถือสลับไปเป็นโหมดหูฟังเองเป็นบางเวลา
มือถือเริ่มปิดเครื่องเองเป็นบางเวล่
ปีที่สี่เผลอทำตกบันได หน้ากากแตกออกมา ด้วยความงกก็ยังทนใช้อยู่
เอากาวตาช้างมาแปะๆ หน้ากากเป็นสิบๆ รอบ

และนี่คือสภาพอันน่าอนาถของมัน

ถ้าถามว่ามือถือมันยับเยินขนาดนั้นทำไมถึงไม่ซื้อใหม่ซะที
จริงๆ ตอนที่มันหล่นแล้วหน้ากากมันหล่นก็ร่ำๆ จะไปซื้อใหม่แล้วนะ
แต่ก็มีเหตุผลที่ไม่ได้ไปซื้อ แล้วก็เลยสรุปกับตัวเองว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นก่อนดีกว่า
มือถือมันก็ยังใช้ได้อยู่ (ถึงแม้สภาพจะทุเรศมาก) ก็เลยทนใช้มาอีกครึ่งปี

สุดท้ายเพิ่งได้มือถือใหม่เมื่อวันที่ 21 ปี 2009
ด้วยสปอนเซอร์ใจดีที่ให้เป็นของขวัญวันเกิดย้อนหลังสองเดือน

สนนราคาสองพันต้นๆ
ก็ใช้ดีสมคุณภาพของมัน แต่อยู่ได้จนถึงปี 2555 ด้วยความที่ว่าแบตเสื่อมไม่ไหวเคลียร์ (คืออีนี่เป็นคนโรคจิต ชอบชาร์จแบตให้เต็มเสมอและเพิ่งมารู้ว่ามันไม่ดี…) ก็พัง

ก็ไปซื้อไอ้นี่มา พันนิดๆ อยากได้เพราะว่าต้องการมือถือที่ใส่ mp3 ได้ (ชินกะเสียงนาฬิกาปลุกอันเดิมและไม่คิดจะเปลี่ยน)

สรุปก็คือตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันที่ 17 มกราที่ผ่านมา ไม่เคยใช้สมาร์ตโฟนเลยซักเครื่องเดียว

แล้วมึงอยู่รอดในสังคมดิจิตอลได้ไง?

ไอพอดทัช + Mifi สิครัช

ซื้อไอพอดทัช Gen4 ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ออก (ปีไรวะจำไม่ได้) โอ้ย เล่นเกมมันมือมาก สุขสุดๆ
Mifi ก็ซื้อต่อจากพี่แอนพันนึง (ตอนนี้แบตเสื่อมแล้ว เอวัง)
ไอพอดทัช Gen4 ก็เริ่มพังเพราะแบตเสื่อม… 555
ก็ซื้อ Gen5 ปีที่แล้ว ตอน Red Friday และ Engrave ด้วยนะ (แน่ะ) มีประสบการณ์เกือบทำมันหายด้วย (ไปย้อนหาอ่านเอาเอง)
คิดว่าทุกวันนี้พอใจกะชีวิตแล้ว อาจจะขลุกขลักบ้างตอนไปถ่ายงานอีเวนต์แล้วแบต Mifi ไม่ค่อยอำนวย
ไม่นำพากะการพกอะไรเยอะๆ เพราะทุกวันนี้ก็บ้าสมบัติเป็นกิจวัตร
พอใจกะค่าโทรที่ถูก ค่าเน็ตที่เล่นๆ ไปเหอะ (2 GB 300) แถมเบิกบริษัทได้

ถามว่าทำไมไม่ซื้อสมาร์ตโฟน?
ไม่มีตังค์…ไม่ใช่ ไม่อยากซื้อ
ถามว่าทำไมไม่อยากซื้อ ไม่รู้อะ มันแพง
แล้วทำไมแกไม่ซื้อถูกๆ แอนดงแอนดรอยด์ ไม่เอ๊าาา เป็นสาวก ชอบเล่นเกมบน iOS มันลื่นปรื้ดๆ
iPod Touch Gen5 ก็ตอบโจทย์กะชีวิตดี และคิดว่าได้ประสบการณ์ด้าน Mobile พอใจละ

แต่ความคิดนี้ก็สั่นคลอนเพราะ Red Friday ที่ผ่านมา…
แม่งเสือกลดราคา iPhone ด้วย T T
และมีคนบอกว่าจะจ่ายให้แลกกะสัญญาทาส T T เอาก็ได้วะ

ก็เลยมีแมแถไฮโซเป็นของตัวเอง เอวังด้วยประการฉะนี้

ประสบการณ์การใช้ไอโฟนได้ 6 วัน

  • วันแรกมา ก็ไม่อะไร ก็ไปทำนาโนซิมและขอเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน เจ๊เค้าขอให้แอคติเวตเครื่องตอนนั้น ชิบหายทำไงวะ แกะจากกล่องงกๆ เงิ่นๆ ซิมก็ใส่ไม่เป็น น่าอับอายยิ่งนัก T T
  • พอจัดการเรื่องซิมและแพคเกจเสร็จ ออกมาก็ลองโทรหาคนนั้นคนนี้ ทำไมชั้นไม่ได้ยินเสียงงง!! กรูจะฟ้องทิมคุกกกก (ปรากฎว่าเพราะลืมเอาพลาสติกหน้าจอออก เอวัง)
  • ถามว่าไอโฟนดีมั้ย… ก็ดีนะ แดกแบตดี ถือแล้วก็กลัวจะหาย กลัวโดนฉก แล้วก็งงเรื่องตั้งค่า ไม่เข้าใจว่า ทำไมเปิดเสียงริงโทนแล้วต้องมีเสียงกล้อง ทำไมกรูเลือกปิดเสียงกล้องไม่ได้ ทำไมกรูเลือกปิดสั่นบางแอปเวลาเปิดโหมดสั่นไม่ได้ (แล้วก็โดนสาวกด่า ใช้ของศาสดากรุณาอย่าเยอะ) … อะไรวะ บ่นก็ไม่ได้
  • แถมแดก 3G เปิดมา 2 วันแรก หมดไป 500 MB หมดไปกะเชี่ยไรก็ไม่รู้ เช็กก็ไม่ได้ TvT เห็นแอนดรอยด์เช็กเป็นกราฟสวยงามได้ (ใช้ของศาสดากรุณาอย่าเยอะ …)
  • แต่กล้องมันแหล่มชิงๆ จ๊าฟมาก
  • ส่วนการฟังเพลงและเล่นเกม…ยังคงใช้ไอพอดทัช
  • ไอโฟนแดกแบตมาก ต้องชาร์จทุกวัน (แต่ไม่ชาร์จข้ามคืนละ เข็ด)
  • จบละ ไว้นึกไรได้จะมาต่อ (ถามว่าไอโฟนหกมาซื้อมั้ย…ก็ซื้อนะ ก็มันมีเครื่องแรกไปแล้ว 555)
Permalink

วันที่ฉันตื่นเช้า

เป็นคนแอนตี้การตื่นเช้าพอสมควร เพราะชอบนอนดึก นอนไม่หลับ ชอบกลางคืนมากกว่า กลางวันร้อนก็นอนไปสิ (นิสัยนี้ทำให้อ้วนนะ คือมันทำให้เราขี้เกียจจะทำอะไร)
แต่เนื่องจากว่าแม่งตั้งแต่เปิดปีใหม่มา ได้ออกกำลังกาย 2 ครั้งถ้วน แล้วหลังเค้าปิดกรุงก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลยเพราะสัปดาห์แรกฟิตเนสปิด สัปดาห์ต่อมาเปิด แต่ปิดห้าโมง…(คือยังไม่เลิกงาน) ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยบอกหนุ่มกล้ามว่า เทรนเช้ากันมะ ซักแปดโมง เทรนเสร็จเก้าโมง กลับมาทำงานก็น่าจะทัน
แต่ที่จะกลัวก็คือกลัวใจตัวเอง (ขี้เกียจตื่น) แต่เอาวะ ไหนๆ ก็มีแพชชั่นอันแรงกล้า มันต้องตื่นดิวะ

ก็เลยวางแผน
ตื่น..ตื่นซักกี่โมงดี หกโมง อะ เผื่อเลต หกครึ่งละกัน (ฝากเมตจิกให้ตื่นด้วยเผื่อตัวขี้เกียจเกาะตัวจัดๆ)
นอน..นอนเที่ยงคืนละกัน (เอาเข้าจริงก็นอนตีสอง ฮือ)
เดินทาง เดินทางยังไงดี ไป BTS ยังไงงงง (จากเกษตร) นั่งรถเมล์ไปลงเซ็นทรัลละต่อใต้ดินละขึ้น BTS ละกัน

ความเป็นจริง
ตื่นเพราะนาฬิกา เกาะเตียงประมาณยี่สิบนาที และได้เมตเปิดไฟไล่ ก็ลุกไปแปรงฟัน แต่งตัว (ข้ามสเต็ปอาบน้ำไปซะ)
เตรียมของไว้แล้ว ก็เดินออกมา ขึ้นสะพานลอย เจอรถตู้พอดี ขึ้นรถตู้มาเซ็นทรัล เดินไปลงใต้ดิน ขึ้น BTS
อากาศวันนี้ดีมาก จิตใจก็ดีมาก เวทเทรนนิ่งก็โอเค (คือตอนแรกนึกว่าจะสะลืมสะลือสภาพไม่พร้อม แต่โอเค)
เทรนเสร็จอาบน้ำแล้วมาทำงาน โอ้ย วันนี้ดี อากาศดี ได้ออกกำลังกาย จิตใจเบิกบาน

ช่วงนี้จิตใจเหี่ยวๆ แล้วหวังไว้ว่าการโดนทรมานร่างกายจะช่วยให้จิตใจดีขึ้นก็เลยมีแรงบันดาลใจ
ซึ่งก็ได้ผลนะ อารมณ์โอเคขึ้นเยอะเลย ดีใจ

เริ่มอยากออกกำลังกายด้วยตัวเองแล้ว (ถึงจะเป็นการออกกำลังกายโดยมีเทรนเนอร์ก็ตามที)
เป้าหน้าคือพัฒนาให้ตัวเองไปฟิตเนสได้ด้วยตัวเอง (ปกติถ้าไม่ได้นัดเทรนเนอร์จะขี้เกียจมาก ฮาๆ)

ดีใจอีกเรื่องคือเรื่องตื่นเช้า
เอาเข้าจริงก็ตื่นได้นี่หว่า ถ้ามีใจจะทำอะไรงี้

อากาศดี พระอาทิตย์ก็สวย ฮูเร่

Page 4 of 14« First...23456...10...Last »