Permalink

AirAsia Preparation

ไปเที่ยวครั้งนี้ ก็เล็งสายการบินถูกๆ ไว้ก่อน ซึ่งแน่นอน ตอน AirAsiaX มา ก็จอง คือไม่ได้จองได้ราคาที่ดีที่สุด (ราคาดีๆ น่าจะไปกลับ 5xxx) แต่จองได้ราคาไปกลับ 7xxx ซึ่งก็ไม่แย่หรอก รวมค่ากระเป๋า อาหาร ก็ไปกลับ 8xxx-9xxx ไรงี้

นั่นไม่ใช่สาระ จะมาแพล่มเรื่องอื่น ก็คือ อะ ขาไปยังไม่ได้เช็กอิน (ทำไมกูชิวอย่างนี้) ก็ถูกบอกว่าเช็กอินได้แล้วนะดอก ก็เช็ก ซึ่งพอกดเข้าไปดู  ที่นั่งมันเป็นงี้

29-10-2557 14-14-51

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าแย่หรือดี แต่ส่วนตัวก็ว่าไม่แย่ คือก็ได้นั่งคู่กัน แต่จะมีเศษติ่งที่ต้องไปนั่งแยก ซึ่งก็บังคับให้ผู้ชายไปนั่ง 5555 ก็ว่ากันไป

ความเห้คือ กดเช็กอิน ต้องมานั่งไล่ใส่วันเกิด เลขพาสปอร์ต วันหมดอายุพาสปอร์ต (กูสงสัยมากว่าตอนจองก็บอกวันเกิดแล้ว ให้กูกรอกอีกรอบทำหอกอะไรเนี่ย) แล้วระบบก็จะขู่ไว้ไง มึงเช็กนะ เช็ก ถ้าข้อมูลผิด มึงขึ้นเครื่องไม่ได้ กูไม่รับผิดชอบนะ กว่าอีนี่จะมะงุมมะงาหรากรอก เช็กความถูกต้อง กดติ๊กถูกเพื่อไปหน้าถัดไป

…session time out
…สัส

กรอกวันเกิด เลขพาสปอร์ต วันหมดอายุพาสปอร์ต ของแต่ละคนอีกรอบ ไปดูหน้าเลือกที่นั่ง ตอนมันให้เลือกที่นั่งใหม่ มันเขียนว่า 0 บาท แต่พอกดๆ ไป อ้าวขึ้นเลขให้จ่ายคนละ 400 อีสัส ไม่เลือกก็ได้ …แล้วก็ session time out อีกรอบ T-T (อ้อ ตรงเลือกที่นั่งก็สงสัยอีก ทำไมกูต้องกดเป็น sequence ทำไมต้องกดเลือกอีคนแรก ข้ามไปเปลี่ยนที่นั่งของอีคนที่สี่เลยไม่ได้เหรอ UI กากสัส) ก็ต้องมากรอกเลขสารพัดของแต่ละคนอีกรอบ จนกูจำวันเกิดและวันหมดอายุพาสปอร์ตของทุกคนในทริปได้แล้ว พ่อง ระบบก็ขึ้นงี้

B02ZCqVCQAIfBUb

/me ล้มโต๊ะ

กดเช็กอินอีกรอบ (แน่นอน กรอกข้อมูลใหม่อีกรอบ) ระบบก็ขึ้น error แบบเดิม อะ กูเกิลหา มีคนเจอแบบกูรึเปล่า แล้วเค้าแก้ปัญหายังไง พยายามย้ายเบราเซอร์ก็แล้ว อะไรก็แล้ว เริ่มต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และลองถามทางเพจแอร์เอเชียของไทยดู (จนตอนนี้แม่งก็ยังไม่ตอบ เริ่มสงสัยแล้วว่าองค์กรไทยนี่คงดีแต่ทำการตลาดอย่างเดียว) แต่พบว่ามันมีทวิตเตอร์ @askairasia ที่ตอบเร็วและดีมากเว้ย ดีชนิดที่อีเจ๊กดเช็กอินให้กูอัตโนมัติโดยที่ไม่ได้ขอ T-T แต่ก็เอาเหอะ ก็เอาเป็นว่าขาไปก็คอนเฟิร์มได้หมดแล้ว ปรินต์บอร์ดดิงพาสแล้ว

ทีนี้มาที่ขากลับ จะกดเช็กอิน อ้าวสัส ไม่ให้เช็กอีก ต้องเข้าไปหน้าเว็บเช็กอิน กรอกเลข booking กรอกว่า destination คือของขากลับ ถึงจะให้เช็กอิน
ระบบก็ให้ที่นั่งมาแบบนี้

28-10-2557 14-32-22

ก็ดูเหมือนจะดีเพราะได้นั่งด้วยกัน แต่มีอีสองตัวในทริปร่ำร้องอยากจะดูวิวฟูจิขากลับ ซึ่งแม่งต้องนั่งทางขวา ก็อะ ที่ว่างยังมี ก็คุยกันกะจุ๊งกะจิ๊ง นั่งแบบนี้ดีมั้ย ยอมเสียค่าเปลี่ยนที่จะได้ฟินๆ

28-10-2557 14-37-35

ขณะที่ยังตกลงกับทั้งทริปไม่ได้ว่าจะเอายังไง จะจ่ายเงินค่าที่นั่งมั้ย กลับมาดูอีกที…ที่ที่หมายตาไว้ หายไปอย่างไร้ร่องรอย T-T ตื่นตะลึงมาก นี่กูเช็กอินล่วงหน้า 12 วันแล้ว ยังไม่พอเหรอวะแม่ง

นั่งดูอยู่นาน ก็ใช้วิชามารเล็กๆ ก็ได้ที่มาแบบนี้

29-10-2557 14-27-21

ก็เป็นอันจบ คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาแล้วมั้ง นะ

สรุป

  • อยากเห็นฟูจิขาไปให้นั่งทางซ้าย ขากลับให้นั่งทางขวา
  • วิชามารห้องบลูแม่งใช้ได้จริง
  • ตอนนี้จอง AirAsia จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสไม่ได้แล้วนะ เศร้ามาก เพราะนั่นแปลว่า จะจองแล้วต้องตัดสินใจเลยจะเอาหรือไม่เอาทริปนั้น ถ้าจ่ายที่เซเว่นมันจะสามารถ book ได้หลายอันไง (ก็เลวเนอะ)
  • อย่าคาดหวังอะไรกับระบบตอบรับลูกค้าของไทย
  • ส่วน @askairasia แม่งดี มีปัญหาอะไรถามนางเลย ด้วยภาษาอังกฤษง่อยๆ นี่แหละ
  • เว็บแอร์เอเชียนี่ ไม่รู้ยังไง คือมันกาก หรือ user error เอง ก็ไม่ทราบได้
  • ไม่เข้าใจอีกว่า กรอกวันเกิดก็แล้ว เลขพาสปอร์ตก็แล้ว วันหมดอายุก็กรอกขาไปแล้ว ขากลับนี่ต้องให้กูกรอกอีกทำไม T-T พ่อง
  • คิดว่าการเช็กอินครั้งนี้ กูกรอกข้อมูลพวกนี้ไปประมาณ 30 รอบเห็นจะได้ ฟัก
  • ศึกการยื้อแย่งที่แม่งใหญ่หลวงมาก ดังนั้น 14 วันก่อนเดินทาง มาทำเว็บเช็กอิน น่าจะดีสุดละ
Permalink

ตัดผมครั้งที่สองในรอบปี

  • อะอันนี้ครั้งแรก เข้าร้านตัดผมครั้งแรกในรอบปี
  • จริงๆ ไม่ได้อยากไปตัดเร็วขนาดนี้ เพราะแม่งราคาก็ไม่ใช่น้อยๆ คือเราโอเคแหละกะการจ่ายเงินแล้วได้ลุคที่เราพอใจ แต่นี่มันเร็วไป.. ที่ต้องไปตัดเพราะกำลังจะไปเที่ยว ผมหน้าม้ายาวแล้ว แล้วผมดำก็ขึ้นแล้ว ไม่อยากอะไม่อยาก อยากให้ตัวเองดูดี 55555555555555 (แรดอะ)
  • ก็ไปตัดร้านเดิม กะคนเดิม คิดว่าก็คงตัดกะคนนี้ไปอีกนาน
  • นัดหกครึ่ง ได้ตัดจริงๆ อีกชั่วโมงให้หลัง กูสงสัยมากตกลงจะนัดเวลาทำไม.. ไหนว่าคนต่างชาติตรงต่อเวลา
  • ไปเจอเด็กใหม่ เอาน้ำเย็นสระผมให้ ก็หนาวกันไป แล้วไดร์ผมให้ ใช้ไดร์ร้อนระดับที่แบบ..เอ่อกูเริ่มไม่ประทับใจละ แต่เข้าใจว่ามือใหม่ -_- ขี้เกียจด่า
  • เล่นเกมจนรากงอกก็ได้ตัดผมซะที จากนั้นก็เติมสีที่โคนผม พี่แกบอก ลองไฮไลต์ผมแดงหน่อยมั้ย อะๆ จัดมา ซึ่งสงสัยมากอีปอยแดงนี่อยู่ไหนวะ 5555555555555 หาไม่เจอ – – (ตอนแรกเข้าใจว่าปอยแดงคือแบบ จะประหลาดปะวะ แบบ ชะนีหัวน้ำตาล มีปอยแดงเหมือนเอาปลายผมจุ่มสี แต่ไม่อะ ไหนปอยแดงไม่รู้ เดาว่าคงแดงน้อยมากๆ)
  • ตอนล้างผมช่างตัดผมอีกคนพาไปล้าง สระผมให้ เค้าใช้น้ำอุ่น T-T นี่สิวะบริการที่ดี สระก็ดี นวดก็ดี ฮรือ
  • ก็ได้ทรงผมมา ก็ดีตามมาตรฐานแหละ จริงๆ คนตัดนี่ แกไม่ได้ใช้เทคนิคแบบ เอากรรไกรสไลด์มาแงบผมเอาๆๆ นะ แต่แกก็สามารถทำให้หัวเบาขึ้นได้ ประหลาดดี (และกระเป๋าตังค์ก็เบาด้วย..)
  • แต่ก็เอาเหอะ ประทับจิตประทับใจ ปีหน้าฟ้าใหม่ไปตัดอีก
  • คิดว่าน่าจะไว้ผมยาวได้ละนะ ตั้งใจไว้ยาวสุดก็ อืม เลยบ่ามานิดๆ มั้ง ให้มันเลยระยะกระดกเป็นตูดเป็ด แต่ไม่ถึงกลางหลังไรงี้
  • คือพบว่าปีที่แล้วที่ผมสั้นกุดนี่ กูทอมมากกกกกกกกกกกกกกกกก แล้วก็ไม่ได้คิดด้วยนะตอนนั้นว่าผมสั้น (แต่ผมสั้นมันสบายหัวมากเลยนะ T-T 555)
Permalink

Japan preparation

(จะพยายามลองเขียนแบบไม่ bullet ดู จริงๆ โคตรชอบเขียนแบบ bullet เลย คือขี้เกียจ 555)

ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่ที่อยากไปมาโดยตลอด เนื่องจากโดนดับฝันเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็เปรยๆ กับตั๊กถั่ว (จริงๆ ก็เต๊าะกันไปมาตลอด) ว่าอยากไปญี่ปุ่น ไปๆ มาๆ นางเอาด้วยเว้ย! ก็เลยไปชวนขาเที่ยวคนอื่น ชวนแบ๊งกุ ไป ชวนแนนซ่าและสามี ไป ชวนอีตี๋ ก็ไป จริงๆ จะมีธัญอีกคน แต่สุดท้ายคนนี้ก็ไม่ได้ไป ก็เลยมีกันอยู่ 6 หน่อ 6 คน ตั้งกรุ๊ปคุยกันตั้งแต่เดือนกุมภา พยายามหาตั๋วถูกลมๆ แล้งๆ มาตลอด แต่ก็วืด 55555 จนมาเจอหางแดงราคาถูกนั่นแหละ (ซึ่งตอนที่ซื้อก็ไม่ได้ถูกมากหรอก) ก็เอาเป็นว่าไปกลับรวมกระเป๋ารวมอาหารก็ เก้าพันต้นๆ แหละ

ได้ตั๋วแล้ว ได้วันแล้ว ก็เริ่มมาเรื่องจะไปเที่ยวที่ไหน เนื่องจากมีคนชอบเที่ยวคนละสไตล์ อย่างแบ๊งกุคืออยากไปดูธรรมชาติ ฟูจิ ใบไม้เปลี่ยนสี บลาๆ ส่วนเราคือสายสลิ่ม เราอยากไปโตเกียว ไปย่านในเมือง ไปช้อป ไปแดก 555555555 (คือไม่ได้ไม่ชอบธรรมชาติ ก็ชอบ แต่ไม่รู้ว่ะ เป็นนิสัยเลยนะ ชอบอยู่ในเมือง) ก็เลยอะ แบ่งแพลนกัน แพลนนอกเมืองแบ๊งกุแพลน แพลนสลิ่มแพลนเอง

ความลำบากก็จะเริ่มมาตรงที่ ไม่เคยไปญี่ปุ่น ก็จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นยังไง, ใช้แผนที่ Google Maps ไม่เป็น แล้วก็งงกับระบบเดินรถของมัน แต่ก็เริ่มเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็วางแผนได้ละ (มีแผนในเมือง 3 วัน เพิ่งวางไปได้ครบ 1 วันถ้วน..สัสนี่) ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณม่อน พี่มาร์ค เมษา และอีตี๋ ที่เอารูทมาให้ลอก 555555555555555 คือพอมันมีโครงมันก็พอจะนึกออกได้ละว่าต้องอะไรยังไง

ก็เป็นอะไรที่สนุกดี

ที่มาเขียนเพราะกำลังนั่งหาเรื่องตลาดปลา แล้วพอไปเซิร์ชกูเกิล เราก็จะเจอคนไม่กี่คน แนะนำร้านเดิมๆ เราคิดว่าคนที่จะไปญี่ปุ่น ก็คงแบบ หาจากพันทิป อ่านจากหนังสือ พอไปญี่ปุ่นก็แบบ โอ้ยร้านนี้มีแต่คนไทย 555 ซึ่งก็แหม ก็ข้อมูลมันก็วนๆ กัน (เราก็ไปร้านแลนด์มาร์กคนไทยนะ ปัญหาอีกอย่างคือจะเปรี้ยวไปร้านอื่น บางทีเค้าก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษได้ ก็จ๋อยไป) ก็คือได้พบว่า ถ้าจะหาข้อมูลให้มันกว้างขึ้น ลองไปหาใน google.co.jp ดู หรือหาข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเอาชื่อญี่ปุ่นไปเซิร์ชต่อ แล้วก็กด google translate อะไรก็ว่าไป

อย่างกรณีของ tsukiji ที่หา คือจะเจอคนไทยแนะนำอยู่ไม่กี่ร้าน (Sushi dai ตัดไป คิวยาว, Umai sushi และ Tsukiji sushi sen)
ทีนี้ติดใจไอ้ Tsukiji Sushi Sen กดไปดูในเว็บ หาชื่อร้านไม่เจอ เพราะร้านแม่งใช้รูปภาพแทนตัวอักษรซะเยอะ T-T อะก็ลองกูเกิลเจแปนซิ ก็จะเจออะไรแบบนี้

http://sumoeatsumotravel.blogspot.com/2013/06/tsukiji-sushi-sen.html

ลิงก์บนก็ทำให้ได้ชื่อร้านสำเร็จ 築地すし鮮 เอาไปคุ้ยใน tabelog ต่อ (นี่ เริ่มใช้เป็นแล้วนะเว้ย) หาคะแนน หารีวิว ก็ว่าไป

หาไปหามา หาเรื่อยๆ ก็เจออีก เจอลิสต์ร้านใน tsukiji ก็เอาไปเซิร์ชใน tabelog ต่อ

http://chowhound.chow.com/topics/692406

ก็อะไรประมาณนี้
นี่นั่งหา ที่กิน ที่ช้อป แพลนเลยแบบ 5555555555555555 แต่ก็จะเสร็จแล้วน่าาา
ไว้นึกไรได้จะมาเล่าต่อ

ป.ล. ความช้ำเหี้ยๆ ของทริปนี้คือ คอนเสิร์ตดีทูบีมีวันที่ 2 งานแต่งพี่ที่รู้จักที่พี่ตูนบอดี้แสลมไปงานด้วยมีวันที่ 8 … อืม พลาดงานติ่งสองงาน T-T เอาเหอะ ถือว่าชะตาไม่ต้องกัน (นี่คือทำใจละ)

Permalink

รูปลักษณ์

  • เราเป็นคนที่แต่งตัวแย่ เราเคยไปทำงานที่แรกด้วยการใส่รองเท้าตีนหมี กางเกงขาบานๆ และเสื้อยืด (ก็ไม่มีใครว่านี่หว่า 555)
  • ทำงานที่ที่สอง เหมือนจะแต่งตัวดีขึ้น (บ้าง) แต่บางวันก็ เสื้อวอร์ม กางเกงพละ พร้อมไปฟิตเนสตลอดเวลา
  • ช่วงนั้นค่าชุดน้อยมาก หมดไปกะการแดกและการเล่น
  • มีช่วงนึงติดแจ็กเก็ตมาก ไม่ว่าอากาศจะร้อนตับแตกแค่ไหนก็จะแจ็กเก็ตตลอดเวลา
  • มาทำงานที่ใหม่ ชะนีเยอะขีืน สิ่งแวดล้อมเริ่มทำให้เปลี่ยนไป
  • คิดว่าจะแต่งตัวดีขึ้นเหรอ? เปล่า (อ้าว)
  • ล้อเล่น มันก็คงดีกว่าที่ที่สอง 55555555555 แต่ก็ยังชอบแต่งตัวแบบ มุมิงุงิ เสื้อญี่ปุ่น กระดุมเยอะๆ (เพื่อนแซะมา) อะไรก็ว่าไป (แต่ไม่ติดแจ็กเก็ตแล้วนะ)
  • แต่ก็เริ่มมีบางวันที่มีโมเมนต์ชะนี เช่น จะไปงาน อ้ะแต่งตัวหน่อย แต่งหน้าหน่อย แรกๆ ก็อาศัยเมกอัปเอื้ออาทรจากเจ๊เกศ หลังๆ ก็ไปให้เพื่อนแต่งให้ (เพื่อนเป็นเมกอัปอาร์ติสต์ เก่ง สวย)
  • วันไหนที่แต่งหน้าดี แต่งตัวดี ก็จะอัปรูปลงเฟซบุ๊ก
  • อู๊ยยย ไลก์กระจาย ไลก์ถล่มทลาย (มึงก็เวอร์) ซึ่งคนที่กรี๊ด นิวบู นิวบู มาเจอตัวจริงก็เหมือนเดิม 55555555555555555
  • แต่เวลาแต่งหน้ามันสนุกตรงที่ ได้แอ๊บ ได้เห็น เฮ้ย กูสวยได้นะเว้ย ถึงจะสวยแบบปลอมๆ แต่มีไรปะ 555555555 คือมันก็นานๆ ทีน่ะ เราคิดว่าเราคงไม่แต่งหน้าในชีวิตประจำวันเพราะ 1. เราแต่งหน้าไม่เป็น 2. เราขี้เกียจตื่น แค่เวลากูจะลุกจากเตียงมาอาบน้ำวันๆ ก็ยากละ และ 3. เมกอัปละลายง่ายมากถึงแม้จะใช้เครื่องสำอางกันน้ำแค่ไหน คือออกแดดปุ๊บหน้าจะละลายทันที ประสบการณ์ที่เหี้ยที่สุดในชีวิตคือตอนแต่งหน้ารับปริญญา (นั่นก็ได้รับความเอื้ออาทรจากป้าจอย) แต่งให้สวยนะ แต่เจอแดดปุ๊บ…หน้าพังใน 2 นาที น้ำตาคลอ
  • จากข้างต้น คือตอนนี้ก็คิดงี้ แต่ต่อไปก็ไม่แน่หรอก เราอาจจะเป็นชะนีที่ไม่ได้กรีดตากูไม่ยอมออกจากบ้าน ก็อาจเป็นได้
  • ข้อดีอีกอย่างของการปรับรูปลักษณ์ทั้งหน้า ผม ชุด (แต่แค่บางวันนะ 1 ปีจะมีวันแบบนี้อยู่ 2-3 วัน) คือรู้สึกได้เลยว่าคนปฏิบัติต่อเรามันเปลี่ยนไปอะ อย่างปกติกะโปโลไปดู Issey Miyake เค้าไม่ค่อยสนใจนะ และอีกอย่าง ไอ้รูปลักษณ์พวกนี้ก็คงลบภาพติ่งๆ ไปได้ (คือจริงๆ ไม่ได้เป็นติ่งมากขนาดนั้นนะโว้ย แต่บุคลิกเวลาหน้าสด รวมการแต่งตัว มันดูง้องแง้งกะโปโลอะ ไม่รู้สิ)
  • แต่ให้ใส่ชุดชะนี นุ่งสั้น รองเท้าสูงๆ ยังไง ก็ยังชอบใส่กระโปรงบานๆ ยาวๆ เสื้อเชิ้ต หรือเสื้อยืดอยู่ดี ฮา มันสบาย
  • แต่ก็ดีที่ได้รู้ ปีหน้าก็จะได้ลองอะไรใหม่ๆ อาจจะกลายเป็นชะนีที่หาสไตล์ตัวเองเจอ เหรอ ไม่รู้ ก็ค่อยคิด

จบ

ปล

  • พบว่าไม่จำเป็นต้องใส่ขนตาปลอม แต่งัดชั้นตาและใส่บิ๊กอาย (ซึ่งแม่งรัศมีบิ๊กอายมันเท่าตาปกติคนเว้ย แต่เราตาเล็กไง) ก็ยังฟรุ้งฟริ้งได้อยู่ แค่ขนตาปลอมมันทำให้พลังฟริ้งมันเพิ่ม 300%
  • แผนที่ว่าคือจะหัดเรียนแต่งหน้าให้แต่งหน้าตัวเองได้ ถ้าไม่ขี้เกียจซะก่อน

 

Permalink

ทัศนคติเรื่องความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม

ไปย้อนอ่านเรื่องวันวานมา จำได้ว่าพี่โบว์บอกว่านี่ซื่อบื้อมาก ซื่อบื้อในเรื่องของ การไม่รู้ว่าคนที่เข้ามานั้น จีบหรือไม่จีบ หรือยังไง

ก็ อยากจะบอกว่า ตอนนี้ก็ยังคิดแบบนั้นอยู่ 555555 (ถึงวัยใกล้จะขึ้นคานรอมร่อแล้วก็ตาม) เราเคยผ่านโมเมนต์ที่ ทำนายทายทักแล้วว่าไอ้นี่ต้องชอบกรูแน่ แต่สุดท้ายมันไม่เป็นอย่างนั้น เค้าเห็นเราเป็นแค่เพื่อน มันก็เจ็บและฝังใจ ก็เลยคิดว่าจากนี้ไป ถ้าไม่ได้บอกว่าชอบ ไม่ได้บอกว่าจีบ ก็จะเชื่ออย่างนั้น ก็คุยเล่นเพ่นพ่านอะไรกันได้

เคสที่บ้านแบนบอกว่า จีบเราแน่ๆ คือ โทรคุยกันทุกวัน วันนึงคุยกัน 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย คุยข้ามคืนก็มี เล่าเรื่องเรื่อยเปื่อยสารพัด เราอยากได้อะไรก็หามาให้ เราไปกรุงเทพก็มาเจอ (ตอนนั้นยังเรียนอยู่) ก็ถามแล้วนะว่าจีบรึเปล่า บอกว่าไม่จีบ (แถมมีเล่าเรื่องแฟนเก่าด้วยนะ) อ้ะก็ตามบาย พูดไรเราก็เชื่อ ฮ่า เราเชื่อคนง่าย

…แล้วถ้าไปเจอคนบอกว่าจีบแต่จริงๆ หลอกเราล่ะ เอาน่ะยังไม่เจอ

ก็รู้นะว่าเราเองก็เป็นคนที่ มนุษย์สัมพันธ์ไม่ค่อยดี และยิ่งเรื่องเพศตรงข้าม ก็ยิ่งติดลบเข้าไปใหญ่ 55555555 ก็อะไรประมาณนี้แหละ

จำได้ว่าพี่โบว์บอกว่า เป็นคนไว้ใจคนง่ายมาก แต่ก็ยืนยันว่าก็เลือกนะ T-T ถึงจะเจอเพิ่ลในอินตะเนตตั้งแต่อายุ 18 แต่ก็เลือกไปบ้านผู้หญิงนะ 55555

อะว่าต่อ เรื่องในอนาคตจะมีแฟนมั้ย ไม่รู้ว่ะตอบยาก เราว่าคนที่เข้าหาเรา ก็คงจะเหนื่อยไปก่อนปะวะ เพราะเราก็ ซื่อบื้อ คุยยาก (ขึ้นคานไปเถอะแก)

ก็อะไรประมาณนี้ (ตัดจบดื้อๆ) คืออยากให้รู้ว่า คนที่แม่งไม่รู้ว่าใครคิดไรกะเราก็มี แต่เราว่าเราไม่ค่อยพาตัวเองเข้าไปในสถานการณ์เสี่ยงเสียตัวนะ (อ่านมาจากกระทู้พันทิป)

Permalink

เข้าร้านตัดผมครั้งแรกในรอบปี

เราเข้าร้านตัดผมล่าสุดคือปีที่แล้ว และก็อดทนปล่อยผมยาวขึ้นเรื่อยมา ซึ่งก่อนหน้านี้จะทำไม่ค่อยได้ หน้าม้ายาวก็รำคาญก็จะตัด ผมยาวรำคาญและร้อนก็จะตัด นี่ก็ผ่านมา 8 เดือนได้โดยที่ไม่เข้าร้านตัดผมแม้แต่แอะเดียว ตอน 3-4 เดือนแรกๆ ทุรนทุรายเหมือนกัน (นี่กูเสพติดการเข้าร้านตัดผมหรือไร) ซักพักก็เริ่มทนได้และเฝ้ารอจะได้เข้าร้านต้ดผมอีกครั้ง

เหตุผลที่ไม่ตัดผมสั้นเพราะสัญญากับเพื่อนไว้ว่า ไว้ไปทำสวยด้วย (ทำสวยคือให้แต่งหน้าทำท่าชะนี — เป็นไม่กี่วันในรอบปี) นางจะต้องรำพึงรำพันทดท้อว่าแล้วเมื่อไหร่จะได้ทำผมให้ซักที ก็นี่คือพันธะสัญญา.. 555 ตอนนี้ผมยาวประบ่าเอง

ก็เข้าร้านตัดผม จองคิวกับช่างคนเดิม (ชื่อโยจิซัง) โยจิซังถามจะเอาทรงอะไร ก็เอาๆ มาเหอะ จะดัด ทำสี ตามสบาย คิดให้หน่อย
เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมง (ตั้งแต่ห้าครึ่งยันเกือบสามทุ่ม) ก็ทำสีให้อ่อนกว่าเดิม ตัด และดัดหน้าม้า ก็จบ เดินออกจากร้านแบบโหวงๆ (กระเป๋าเบานั่นเอง)

ความประทับใจคือ ทุกคนในร้านยังจำเราได้ “ไม่เจอกันนานมาก” “นี่คือมาสิ้นปีที่แล้วจริงเหรอ” แล้วก็ทำหน้าเหวอๆ ถามไปว่าถามทำไม “นี่จะสิ้นปีอีกแล้วเหรอ” แล้วก็ตกใจกัน “คนนี้ อ๋อ จำได้ ที่ครั้งที่แล้วมาดัดหยิก” /me อึ้งกิมกี่ วันๆ นึงเค้าก็เจอคนเยอะปะวะ แล้วนี่หายไปเกินครึ่งปี เออยังจำได้เว้ย เจ๋งดี

สาระวันนี้คือจะมาจดว่าทำไรไปบ้าง 555

  • เวลาเป่าผมก็เป่าจากในผมมาข้างนอก
  • โยจิซังสอนเซ็ตผม ผูกครึ่งหัว ผูกท้ายหัว ม้วนท้ายหัวเข้าใน ใช้กิ๊บติด ปล่อยปอยไว้
  • จะทัดหูก็ได้

ส่วนค่าเสียหายก็ชวนซีดเหมือนเดิม เป็นร้านที่เราชอบนะ คือเราเป็นคนดีไซน์ทรงผมไม่เป็น ให้เค้าคิดให้แล้วมันออกมาดีเราก็ เอาวะ ก็ดี ก็โอ
ลอนผมครั้งที่แล้วตอนปลายปีตอนนี้ก็ยังอยู่ อาจจะไม่ได้หยองฟ่องเท่าวันวานแต่ก็ยังมีลอน (ซึ่งคนในร้านก็ประหลาดใจ 555 แล้วนี่สระผมบ่อยนะ)

ก็..แค่นี้แหละ
ปล จะดีกว่านี้ถ้าไม่ถามเรื่องส่วนตัว เช่น ทำงานอะไร เป็นพวกคุยไม่เก่ง ไม่ค่อยสะดวกใจ – –
S__2146314

Permalink

รีวิว Central Embassy Diploma Screen

10577160_973796792636665_2389720781694438471_n

(จิ๊กรูป Banku มา)

รูปโรงและที่นั่งไม่ต้องมั้ง ไปหาในกูเกิลเอาก็เจอ (บล็อกเกอร์รีวิวไว้เยอะแยะ) จะรีวิวตามนี้

  • ทางเข้าไฮโซดี
  • อาหารไม่อร่อย
  • พนักงานบริการช้า
  • ที่นั่งรอก่อนเข้าโรงไฮโซดี
  • เข้าโรง โฆษณาน้อยมาก (ดี)
  • เก้าอี้สบายดี ไม่เห็นหัวแถวข้างหน้า (หมดปัญหาเวลาเจอพวกไร้มารยาทเล่นไลน์ในโรง) เก้าอี้เป็นโซฟาหนัง มีน้ำและป๊อปคอร์นเค็มๆ เสิร์ฟถังนึง (ถังไม่เล็กไม่ใหญ่) โซฟาปรับนอนได้ (ตอนปรับนอนแล้วลุกเบาะมีร่วง อีสัสโคตรบ้านนอก — กูเนี่ย)
  • มีโคมไฟและปุ่มเรียกพนักงาน ซึ่งอีนี่คิดว่าปุ่มเรียกพนักงานคือปุ่มโคมไฟก็กดรัวๆ
  • มี USB เสียบชาร์จมือถือ ซึ่งมึงไปชาร์จที่อื่นก็ได้มั้ง
  • มีหมอนและผ้าห่มให้ เกรดหมอนบนรถทัวร์
  • จอใหญ่ดี
  • ผ้าห่มมีประโยชน์เวลาดูหนังผีมาก (เอะอะก็ยกมาปิดตา)
  • ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีไม่ร้าย คือให้เสียเงินเองคงไม่มา
  • ส่วนหนังที่ดูเป็นไงเหรอ เฮอะ เฮอะๆ กาก

สวัสดี

Permalink

แปลกดี

แปลกดีที่สงสัยความไม่สมเหตุสมผลในหนังแฟนตาซี จะถูกด่าหรือบอกว่า อยากสมจริงขนาดนั้นทำไมไม่ไปดูหนังสารคดี

แปลกดีที่พอสงสัยว่า 10 ประโยคเปลี่ยนชีวิต Mark Zuckerberg นี่ อีมาร์คพูดจริงเหรอ ก็จะมีคนบอกว่า ทำไมต้องสงสัย ถึงมาร์คไม่ได้พูด ก็เอาประโยคไปใช้ได้เหมือนกัน (นี่ไม่รวมเรื่อง พระราชดำรัสในหลวงที่ในหลวงไม่ได้ตรัส แต่ก็แชร์เพราะมันดีมันถูกใจ) คือไม่อะไรกะคนที่แชร์แล้วไม่รู้นะ แต่พอมีคนเตือนหรือทักแล้วยังเชื่อมั่นในความคิดตัวเองแบบผิดๆ นี่ มึง

แปลกดีอีกที่ พอสงสัยเรื่องดารา หรือวิจารณ์เรื่องดารา (อย่างล่าสุดคือเรื่องพ่อเด็ก) ก็บอกอีกว่า เรื่องส่วนตัวเขาอย่าเสือก เอ้ามันไม่ส่วนตัวตั้งแต่แถลงข่าวแล้วปะสัส

Permalink

พยายามที่จะพยายาม

มีช่วงหนึ่งขี้เกียจมาก
ขี้เกียจมากคือ ก็คิดว่าวันๆ ก็โบกงานเยอะแล้ว ฉันขอเวลาพักผ่อนชีวิตบ้าง
ผลคือไอ้สกิลเรียนรู้ที่ควรจะมีและควรจะทำ (ทำงานสายนี้มันไม่ควรหยุดนิ่งใช่ไหม) มันก็ยังเรียนรู้และทันข่าวแหละ
แต่ไม่เร็วและไม่ดีพอ

นี่ก็เลยพยายามที่จะพยายามมากขึ้น
สองวันมานี่กลับห้องเปิดคอมเขียนข่าวทุกวัน
(และหวังว่าจะเป็นแบบนี้ได้อีกเรื่อยๆ)

จบละ

Permalink

Faceblog Talk

(รีบเขียนก่อนที่ความรู้สึกจะหายไป ป.ล. ดิบๆ เถื่อนๆ หน่อยนะ)
เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่งคุณ markpeak แกก็ส่งข้อความมาประมาณนี้

ใจจริงอีนี่คือไม่อยากจัด 5555555555555555 คือไม่คิดว่าตัวเองจะมีพาวเวอร์เว้ย คนจะมาเหรอวะ จะเชิญใครวะ อะไรงี้
แต่ถามว่าจริงๆ อยากพรีเซนต์ตัวเองมั้ย มันก็อยาก มันก็เออ กึ่งๆ กล้าๆ กลัวๆ อะนะ
มันเป็นสันดานที่มีมาในช่วงสิบยี่สิบปีของอายุชีวิต (ก็เกือบทั้งชีวิตแล้วปะ) ที่เป็นคนที่ ไม่มั่นใจตัวเอง คือไม่มั่นใจจริงๆ นะ
ทั้งๆ ที่ทำนั่นทำนี่ได้ (รึปะวะ) คือมันมีอะไรหลายๆ อย่างที่พิสูจน์ว่า ถ้าให้พูดด้วยผลงานมันก็พอจะมีผลงาน
แต่ถ้าจะให้บอกออกจากปากว่าเนี่ย ชั้นทำนั่นทำนี่ได้ จะไม่ค่อยพูด (เออ ทำไม)
คือมันก็คิดว่า เราไม่ได้ทำได้ดี ไม่ได้ expert ซึ่งไอ้ไม่ expert ของกูเนี่ย มันอาจจะดีกว่าปกติของธรรมดาด้วยซ้ำ
แต่เราก็จะบอกว่าเอ้อ ไม่เก่งๆๆ อยู่นั่นแหละ
คือถ้าใครทนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะแบบ เอ้ะทำไมมึงพิมพ์อะไรย้อนแย้งในตัวเอง สรุปมึงเก่งหรือมึงไม่เก่ง
คือเวลาบอกใครว่าทำอะไรได้ เราก็บอกว่าทำได้อะ แต่เชี่ยวชาญมั้ย ไม่ว่ะ 5555555 คือฆ่าตัวเองเห็นๆ
(แต่จากนี้จะพยายามมั่นใจแล้วนะ — คือก็บอกตัวเองแบบนี้มาสิบปีแล้วเหมือนกัน)
เอาล่ะ พล่ามมาเยอะแล้ว ต่อ

คือก็อยากจัดแบบ 70-30 (70 นี่คือไม่อยากจัด) เสร็จแล้วก็มี message นี้เด้งมา

ก็ไปหาคุณอิสริยะในเวลาต่อมา ประโยคที่แกว่าเรื่องจะคุย Faceblog Talk แกก็บอกว่า as I said อะเนอะ แล้วก็ลงมาที่คำถามว่า

“วันไหนดี”

…เงิบแป๊บ ก็บอกไปว่า 5 ก.ค. ละกัน ซึ่งมันเหลือเวลาอีกราวๆ 3 สัปดาห์ (ถามว่าทำไมเลือกวันเร็วฉิบ ไม่มีไร คือวันนั้นมันว่าง แค่นั้นเอง 555)

แล้วก็จบ แยกย้าย ก็มานึก จะเชิญใครดี
แวบแรกคือพี่แอนแน่นอน เพราะรู้จัก 555 ก็แบบ พี่แอนพี่โบว์ต๋าาา มาช่วยพูดเรื่องเพจนลินฟ้าหน่อย
คนที่สองคือไอซ์แห่ง Thaitrend เพราะรู้จัก (อีกนั่นแหละ) อีกอย่างก็ชอบใน Thaitrend ของไอซ์ด้วย มันเป็นระบบที่เอเจนซี่และสื่อใช้อ้างอิงนะเว้ย แต่ไม่ค่อยมีใครสัมแพลด Thaitrend เลอ
คนที่สาม จริงๆ นึกไม่ออกจะเชิญใคร ตอนแรกกะจะพูดเองแต่นึกไปนึกมาก็แบบ เอาเด็กในสังกัด (@vvkungx) นี่แหละมาพรีเซนต์เรื่อง Google+ ของนาง ก็น่าจะจบ

สถานที่
ตอนแรกพี่มาร์คบอกว่าไปใช้ SIU ก็ได้ แต่ก็มีเหตุผลนิดหน่อยที่ไปหาสถานที่อื่นด้วยกิเลสส่วนตัว 55555 ก็ถามคนรอบข้างเรื่อง Coworking Space มีที่ไหนบ้าง ราคาเท่าไหร่ มาจบที่ Muchroom Coworking Space ด้วยสนนราคาชั่วโมงละ 700 โปรเจ็กเตอร์อีก 400 ก็คิดว่าจะเช่า 3 ชม. + ค่าโปรเจ็กเตอร์ 400 ก็ 2500 โอเครับได้ (นี่คือตั้งใจจะควักตังค์จ่ายเอง แต่มันมีเหตุผลที่ไม่ได้จ่ายซึ่งเดี๋ยวจะบอกในคราวถัดไป)

ผู้เข้าฟัง
ตอนแรกกลัวฉิบหายว่าจะไม่มีคนมาฟัง 55555555555 ก็แบบ โพสต์ใน Facebook ตัวเองว่าจะมีงานนะ ก็มีคนนั้นคนนี้บอกจะมาก็เลย เออ นับหัวไปมาก็ได้เกือบ 15 คนแล้วนี่หว่า (ตอนแรกว่าจะรับแค่ 20 คน) ตอนนั้นก็ลังเลนะว่าจะเขียนบล็อกประชาสัมพันธ์งานดีรึเปล่า แต่สุดท้ายก็เขียน (บวกกับโดนกดดันด้วยแหละ T-T) ก็อะ เขียน เอาลิงก์ไปแปะในกรุ๊ปไลน์ก็แบบ เออมีคนจะมาด้วยว่ะ มีคนลงทะเบียนด้วย O_o สุดท้ายไล่ชื่อไปมาก็ได้ 30 คน

ก่อนวันงาน

มีทวีตจากพี่พัชรแบบนี้

ก็เลยแบบ สนับสนุนเท่าไหร่ดีคะ (ไม่ได้แปลว่าไม่เอา 555555555555) แล้วพี่พัชรก็ให้จริงเว้ย T-T ให้มาในจำนวนที่แบบ โหพี่ให้มางี้เดี๋ยวใส่สปอนเซอร์ให้ 2 ที่เลย 55555555 เรามีเงินเลี้ยงขนมพวกนายๆ ที่มาแล้ว T-T (โทรสั่ง S&P)

ก่อนวันงานก็มีถามตง (@Blltz) ต้องทำอะไรกะชีวิตบ้างวะ อ๋อต้องเตรียมสาย เตรียมสไลด์เปิดหน้า แล้วก็เตรียมใจ บลาๆๆ

พี่มาร์คมีบอกด้วยว่า เออน่าจะเขียนบอกนะว่ามี Hangouts on air แล้วก็เขียนขึ้น BN (ได้ขึ้น Sticky วันนึงด้วยนะเว้ย T-T ปลาบปลื้มปิติอะไรอย่างนี้)

วันงาน
ก็ ไปที่งาน ปรินต์ชื่อผู้ลงทะเบียนไป รอรับขนมที่มาส่ง รอคนมา เริ่มงานก็ประมาณบ่ายครึ่ง ก็รันงานไปเรื่อยๆ ก็นั่งฟังไปเรื่อยๆ ดูผลตอบรับในโซเชียล พอเสร็จงานก็จบเลย 55555 เป็นงานที่งงๆ ดี แต่ผลก็โอเคเลยนะ คือรูปงานออกมาสวยดี (จิ๊กรูปมาจากพี่มาร์คเช่นเคย)

สรุป
เป็นงานที่เรางงชีวิตมาก 555555 คือเออ มันเป็นงานที่ดีใช่มั้ย ถ้าเป็นงานที่ดีเราก็ดีใจ จริงๆ รู้ตัวเองเลยว่าจัดงานได้กากมาก (คือคนพูดไม่กาก แต่คนเมเนจงานอย่างฉันกากเอง) แล้วก็โดนติติงมาด้วยว่าไม่ค่อยเซลฟ์ วันหลังต้องเซลฟ์กว่านี้ๆๆๆ ต้องมั่นใจว่างานเราดีๆๆๆ (แต่ถ้ามั่นใจเกินไปเดี๋ยวจะตบกลับมาเอง — พี่แอนบอกมา) แล้วก็ต้อง PR มากกว่านี้ๆๆๆ (เสียใจมากจริงๆ)
ไม่เป็นไรนะงานหน้าเอาใหม่ (ปลอบใจตัวเอง) (หวังว่าจะยังมีคนมา)
ต้องขอบคุณหลายๆ คน อย่างที่เคยขอบคุณในงานแหละ ขอบคุณพี่มาร์คที่เข็นจนได้งานนี้ออกมา (อาจจะดันจนเหนื่อยนี่ก็ขอโทษจริงๆ T-T) ขอบคุณพี่ลิ่ว (พี่ท่านถึงกับใช้แอคพับลิกช่วยทวีต ซาบซึ้งชริงๆ )ตง พี่แอน พี่โบว์ ตั๊กถั่ว ไอซ์ วีวี่ พี่พัชร ลุงม่อน ทุกคนที่มางาน ขอบคุณมากกกกกกกกกกก ขอบคุณที่เห็นค่าของงานเรา ขอโทษที่เราไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง หลังจากนี้เราจะพยายามมากกว่านี้ 5555 ไม่รู้จะพูดไรแล้ว ไว้เจอกันงานหน้าเนอะ (ไว้นึกอะไรเพิ่มได้จะมาบันทึกไว้อีก) จุ๊บ

ป.ล. เรื่องรายละเอียดงานเดี๋ยวไปเขียนใน Faceblog นะ อันนี้แค่ความรู้สึกตัวเองเฉยๆ

Page 4 of 14« First...23456...10...Last »