Permalink

ทำหน้าครั้งแรก

วันก่อนปิดปีใหม่ เดินเอ๋อๆ อยู่ในเซนทรัล
โดนยื่นขวดโหลใส่ จับสิ เอ้าจับฟรี จับก็ได้วะ ได้อะไรไม่รู้มูลค่าเจ็ดพัน
แล้วมีบัตรเครดิตปะ ถ้ามี ตรวจสภาพหน้าฟรีนะ ตรวจก็ได้วะ
แล้วก็พูดซะเคลิ้ม……………แล้วก็ซื้อคอร์ส………………….สัส
(ถามว่าแพงมั้ยก็ ไม่แพงหรอก ไม่แพงจนสงสัยว่าอีที่ว่าพรีเมียมนี่หลอกกูปะวะ หลอกกูแหง)
ตอนนั้นไม่รู้จักชื่อคลินิกด้วย เค้าบอกว่า เนี่ยดังนะ ออกรายการนี่นั่นๆๆ นะ
ขอเซิร์ชกูเกิลได้มั้ย
ได้
อะ เซิร์ช รีวิว
อีเหี้ยเปิดมาอันแรกเป็นอันด่าเลยแต่โดนลบไปแล้ว อีดอก
เซลล์แม่งก็ดูจะรู้นะว่าผลการค้นหาในกูเกิลเป็นไง ดักกูเลยข่า พันทิปมันก็ดาบสองคมอะค่ะน้อง
มันก็มีทั้งดัและไม่ดี บลาๆๆๆๆ
ตอนนั้นแมคก็ระแวงนะ แต่คอร์สมันถูกไง T-T ชิท ก็ซื้อ แล้วเนี่ยไปทำมาสดๆ ร้อนๆ

ก็ เข้าคลินิก เห้ยคนเยอะเว้ย แลดูไม่น่าเลวร้าย หรือทุกคนจะโดนหลอกเหมือนเรา…
ก็จ่ายเงิน ทำหน้า
อะ เป่าลมให้หน้าเย็นๆ แล้วก็เอาเข็มสะกิดวิตามิน อีคนแรกบอก ไม่เจ็บค่ะไม่เจ็บ แค่สะกิด
แล้วเปลี่ยนคนทำ คนสะกิดหน้าน่าจะเป็นหมอ นางบอกด้วยเสียงเย็นๆ ดุๆ เจ็บนิดนึงนะคะ…ไหนอีคนแรกบอกไม่เจ็บ
แล้วลงมือเอาเข็ม ปักๆๆๆๆๆๆ ปักๆๆๆๆๆๆๆ ปักๆๆๆๆๆๆ นี่กูนึกว่าเลือดไหลท่วมหน้าแล้ว อ้อเปล่า ไอ้ของเหลวมันคืออะไรไม่รู้
ก็รอซึม แล้วก็เอาวิตามินมานวดๆๆๆ เอาเครื่องมานวดๆๆๆๆ
จบ

ไม่รู้จะหน้าแย่มั้ย ถ้าแย่แม่แคปทุกอย่างเตรียมตั้งกระทู้ 555555555555555555555 T_T

ป.ล.
ปีนี้มีครั้งแรกเยอะดี เจ็บๆ ทั้งนั้น
แวกซ์คิ้วแล้วโดนถอนขนคิ้วจึกๆๆๆ ก็เจ็บ
นวดก็เจ็บ
อีเข็มปักหน้านี่ ตอนทำก็คิดในใจ นี่ทำไมกูต้องเจ็บซ้ำซ้อน
แต่ก็เอาน่ะ สนุกดีนะ

Permalink

หัดแต่งหน้า

มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะแต่งหน้าให้เป็น ซึ่งก็เคยหัดเองแบบไร้หลักการเว้ย
เช่น กรีดตา กรีดจนแทบจะทั่วเปลือกตาแล้วอีห่า แล้วก็เส้นขยึกขยัก 5555555555555555
คือเราก็ไปให้เพื่อน (ที่เป็นเมกอัปอาร์ตติสและเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ แต่รู้จักกันเพราะริลัคคุมะ) แต่งหน้าให้บ่อย
แล้วเราก็สัมผัสโมเมนต์ชะนีแบบชั่วครั้งชั่วคราวได้ไง เซลฟี่ทีหูยไลก์ตรึม มีความสุขในโลกลวงๆ ของตัวเอง นี่แต่งหน้าก็สวยได้นะโว้ย งี้
แต่มึงงัดตามาเต็มนะ ขนตาทิ่มกำแพงนะ งี้ แต่สวยไง
มันก็ต้องยอมรับว่ะว่าถึงเวลาอะไรที่มันเด่นมันจะถูกมองก่อน (นี่มึงอวดกลายๆ ใช่มั้ยว่าแต่งหน้าแล้วเด่น ก็ไม่ใช่หรอก)
อะไรแบบนี้ คือก็แค่อยากรู้โมเมนต์นี้น่ะ ซึ่งคนจำเราไม่ได้นะ 55555555555555 (แล้วมันดีหรือไม่ดี)
เรื่องคือก็อยากแต่งหน้าเองเป็นบ้าง ก็ให้เพื่อนสอน เพื่อนก็ดีใจหาย สอนทุกอย่าง ก็หัดแต่งได้แบบปลวกๆ
และถึงคราวมาแต่งเอง

วันแรกชินจังเลยมึง คิ้วอย่างปื้น
กรีดตาเละ คิ้วเละ
นี่เพิ่งไปแวกซ์คิ้ว โหคุณพระเพิ่งเข้าใจว่าคิ้วมันสำคัญกะหน้าชะนียังไง
ก็แต่งหน้าตัวเองทุกวัน ก็แต่งดีขึ้นเรื่อยๆ (มั้งนะ) ถ้าเอาตามที่เมนเทอร์ชะนีว่า 555555555555555555

ก็แค่นั้นแหละ
ฝึกต่อไป
ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน วันนึงจะกลายเป็นชะนีที่ เห้ยถ้ากูไม่เขียนคิ้วกูออกจากบ้านไม่ได้ อะไรงี้รึเปล่า
คือพยายามจะไม่เป็น เราต้องหน้าสดอย่างมั่นใจได้สิวะ
แต่อะไรพวกนี้ถ้าทำเป็นบ้างก็ดี อย่างน้อยถ้ามีโมเมนต์ต้องสร้างภาพตอแหล
เอาใหม่ เราก็รู้ใช่มั้ยว่าการเข้าสังคมบางทีภาพลักษณ์ก็สำคัญ เช่น การแต่งหน้านิด แต่งตัวหน่อย
มันมีภาษีในการเบิกอะไรบ้างเล็กๆ
(แต่ก่อนไม่คิดว่าสำคัญเลยนะ ย้อนไปดูการแต่งกายตัวเองสี่ปีก่อนที่ เสื้อยืด กางเกงขาบาน รองเท้าตีนหมี แล้วก็ก่ายหน้าผากเล็กๆ นี่กูทำอะไรลงไป)
ก็ “สร้างภาพ” เป็นบ้าง ก็คงจะดี

ไม่รู้จะคิดช้าไปรึเปล่า
แต่ก็พยายามจะสร้างภาพให้เป็นแต่ไม่ให้ภาพนั้นมันมาหลอกว่านี่กู
พยายามจะหาสมดุลของอัตลักษณ์ตัวเองกับสภาวะการเข้าสังคมไม่ให้อะไรกลืนกินอะไรมากไปอยู่
พยายามจะรักษาตั้งภายนอกและภายในนะ
ภายนอกก็ดูเหมือนจะได้บ้าง
แต่ภายในนี่รู้บางทีเป็นตัวเองมากไปแล้วมันไม่ดี ก็ต้องแหลบ้างอะไรบ้าง :D

สู้ต่อไป

Permalink

นวดครั้งแรก

เห็นเค้าว่าดีนี่ก็อยากลอง
เคยลองนวดเท้ามันก็โอเค แต่เมื่อวานเพิ่งเคยนวดตัว
ความทรงจำเรื่องนวดคือ เจ็บ (แต่คือไม่ได้นวดจริงจัง)
เมื่อวานเพิ่งเคยนวดตัวจริงจัง (1 ชม)

เค้าถาม นวดน้ำมันมั้ย
เอ้า แล้วแต่เลยค่ะ
แล้วแต่ไม่ได้นะ ราคามันต่างกัน
อ๋อแล้วมันต่างกันกี่บาทคะ
50 บาท
แล้วน้ำมันกะไม่น้ำมันมันต่างกันไงคะ
น้ำมันมันจะไม่เจ็บ
เอ่อ ถ้าราคาต่างกันแค่นั้น พี่น้ำมันมาก็ได้ค่ะ

ก็ เปลี่ยนเสื้อ มีเสื้อคอกลมผ่ากระดุม กะกางเกงเล ก็ใส่
เอ้าเพิ่งรู้ต้องเอาไอ้ด้านแกะกระดุมไว้ด้านหลัง -_-
แล้วก็นวด
คว่ำ นวดน่อง นวดอยู่นั่นแหละ ใส่น้ำมัน นวด นวด เช็ด
ซักพักแกะกระดุม แกะสายเสื้อ นวดหลัง นวด นวด ใส่น้ำมัน เช็ด
แล้วก็ทำอะไรอีกวะ อ๋อมีเหยียบ -_- เหยียบน่อง เอ่อ กูเจ็บ
มีให้นอนหงาย นวดขา นวดเท้านิดหน่อย ให้ลุกนั่ง นวดบ่า ให้นอน นวดหัว นี่นั่น
ครบชั่วโมงก็จ่ายเงิน

ก็ ก็ดีนะ แต่ไม่ฟิตอิน
กลับมากูยังแปล๊บๆ ที่ตรงที่เค้าเหยียบ 555555555555555555555555555555555 แงง

Permalink

ปีใหม่ตัวคนเดียว

ปีใหม่
ตอนแรกว่าจะไปเที่ยวโคราชกะเมตเหมือนปีที่แล้ว
จริงๆ ตั้งแต่ป่วยมา แทบไม่ค่อยมีโมเมนต์ที่อยากอยู่คนเดียว กลัวฟุ้ง
ช่วงไหนหยุดยาวก็จะเตร็ดเตร่ไปนอนที่นู่นนี่
ปีนี้พอดีวันจันทร์เมตติดนัดอาจารย์ เลยจะกลับอังคาร
แต่นึกไปนึกมา ถ้าไปกะเมตวันอังคาร ศุกร์ก็ค้องกลับกรุง
ถ้าจะไปแค่สามวันก็ขี้เกียจ แล้วจำได้ด้วยว่าปีที่แล้วแม่งใช้เวลาเดินทางไปโคราชเจ็ดชั่วโมง ทรมานสัส
ก็เลยอยู่คนดียวก็ได้

ก็ไม่แย่ ดูซีรีส์ อ่านนิยาย ไปกินอาหารสลิ่ม 5555555555555555555 กินขนม ร้องคาราโอเกะ
เหงาก็เดินห้าง กลับมาก็หัดแต่งหน้า
กรุงเทพรถโล่งๆ นั่งรถเมล์สบายใจ อากาศก็เย็นกรุบกริบ
มันก็มีบ้างแหละที่เหงา
แต่มันก็ไม่ได้ทนไม่ได้

จดไว้ว่าปีนี้รู้สึกงี้
อีกสามร้อยกว่าวันค่อยมาดูอีกทีว่าจะเป็นยังไง เนอะ

Permalink

2014

ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเพราะรู้สึกว่าชีวิตก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่นี่หว่า แต่คิดอีกทีมีก็ได้

  • ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องแรกในชีวิต (iPhone 5s) และคิดว่าชีวิตนี้คงกลับไปใช้ฟีเจอร์โฟนไม่ได้แล้ว
  • ได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต ดีงามมาก รักมาก
  • แต่งหน้าได้แล้ว (สวยไม่สวยอีกเรื่อง)
  • หัดร้องเพลงสากล (หัดทำไมวะ)
  • ติ่งโทมินจุนชิ หัดดูซีรีส์เกาหลี (เหมือนจะไม่ใช่เรื่องดี) แต่สนุกดีนะ
  • เกลียดคนเพิ่มอีกหนึ่งคน จริงๆ ที่ผ่านมาเกลียดใครบ้างก็จำไม่ได้แล้ว แต่ปีนี้ได้เกลียดคนอีกคน :) ไม่ต้องถามหรอกว่าใคร ไม่พูดกะใครก็คนนั้นแหละ ถ้ายังคุยด้วยอยู่ก็ไม่ได้เกลียดอะไรกันนะ เคนะ

ส่วนความเหลวๆ ด้านอื่น เช่น เขียน Faceblog น้อยลง (มากๆ) นี่ก็รู้ตัวและปีหน้า (เอ่อ นี่มัน 1 มกราแล้ว) ก็จะปรับ (คือมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยเรื่องบาลานซ์แต่ต้องผ่านมันไปให้ได้) และจะแก้ตีมเว็บด้วย, ตั้งใจลดน้ำหนักให้มากขึ้น ไม่ไขว้เขวไปกับอุปสรรค (ของกินอร่อย) ที่ผ่านเข้ามา และคิดว่าจะหัดภาษาอังกฤษ (ซะที)

นอกจากนี้ก็ต้องเป็นคนหัดอยู่ในสังคมให้เป็น ไม่ใช่คิดอะไรก็ด่าออกมาหมด ใครตอแหลมาก็ต้องตอแหลกลับให้เป็นบ้างถึงจะน่าสะอิดสะเอียนก็เหอะ ฮา ที่เหลือนึกไม่ออกละ เอาเป็นว่าใครผ่านมาก็สวัสดีปีแพะนะ

 

Permalink

Antisocial

จริงๆ ตั้งแต่ป่วย (แม่งก็จะสี่ห้าปีแล้ว) ถามว่ายังแยกตัวออกมาจากสังคมมั้ย ก็มีบ้าง แต่ก็คงไม่จัดเท่าตอนที่เป็นช่วงแรกๆ แต่ก็คงจะมี

แล้วถามว่าก่อนป่วยอาการเข้าสังคมเป็นไง ก็ ก็คงเข้าแหละ มีอารมณ์ที่จะประจ๋อประแจ๋หรือทำท่ามีมิตรจิตมิตรใจกับคน “บ้าง” แปลว่าไม่เยอะ ฮา ก็อาจจะเป็นเพราะว่าสันดานเดิมก็ไม่ใช่เป็นคนที่เฟรนด์ลี่มั้ง แต่ถ้าเปิดใจให้ใครก็เปิดชิบหายเลยนะ เปิดจนโดนทำร้ายจนเจ็บมาทุกวันนี้ก็มี

ก็นั่นแหละ กลับมาที่จุดเดิมคือ ตอนนี้ถ้าให้เข้าสังคม ก็พอเข้าได้ แต่จะพูดคุยกะคนอื่นยากหน่อย (บางคนที่รู้จักกันในทวิตเตอร์น่าจะเคยเห็นว่าในทวิตเตอร์พูดมากชิบหาย เจอกันจริงๆ ถ้าไม่มาชวนคุยก็เงียบ แต่ก็ไม่ได้เหี้ยขนาดไม่มีรีแอคชั่นตอบนา) ก็อะไรประมาณนี้

ตอนนั้ก็เข้าสังคมพอได้ ยิ่งถ้าสังคมไหนฟิตอินจัดๆ ก็เข้า 5555 แต่กะสังคมที่ไม่ฟิตอิน วันไหนไม่อยากปั้นหน้ากูก็หนีเลย คือปั้นหน้าไม่ได้แปลว่าสร้างภาพนะ แต่มันไม่สนิทไง คืออารมณ์ปกติก็ไปด้วยได้ อารมณ์ไม่ปกตินี่..หนีเหอะ กลัวไปหลุดปากไม่ดีใส่ อะไรงี้ หลังๆ มานี่ก็มีอารมณ์นี้ครั้งสองครั้ง น่ากลัวมาก (กูนี่แหละกลัวตัวเอง)

สรุปว่านี่บ่นอะไร ก็ย้ำเข้าไปอีกว่าทบทวนตัวเองมั้งว่า ที่เราหนีสังคมแต่มันดีขึ้นรึยัง ก็ การมาทำงานที่ใหม่ (ที่แม่งจริงๆ ก็ไม่ใหม่แล้ว ทำมาจะสองปีแล้ว) มันก็อาจจะเป็นอีกสังคมนึงที่เราอยากพิสูจน์ว่า ถ้าย้ายไปทำงานในสังคมใหม่ที่ไม่มีคนรู้จักเราเลย (จริงๆ ก็มีมาคนนึง) แล้วจะอยู่ได้มั้ย

มันก็พออยู่ได้นะ ไม่แย่ ใช้เวลาพักนึงกว่าจะคุยสนิทๆ กะซักคน บางคนใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้รู้ว่าเค้าไม่น่ากลัวนี่หว่า เริ่มมีโมเมนต์ไปกินข้าวกะเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน ซึ่งดีงามอะ (แต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่กำลังจะลาออก…) ก็ว่ากันไป

ก็พยายามจะเรียนรู้และเปิดว่า สังคมมันก็คงไม่แย่และไม่ทำร้ายกูขนาดนั้น ค่อยๆ แหย่ขาอ้วนๆ เข้าไปเรื่อยๆ ละกัน

ระหว่างทางในการต่อสู้กะชีวิต การงาน ซัมติง มันก็มีเพื่อนสองคนที่เพิ่งมารู้จักกัน คนนึงสองปีกว่า เป็นเทรนเนอร์ ก็สนิทกัน (คิดว่าก็ไม่น่ารู้สึกไปเองคนเดียว มันก็คงรู้สึกสนิทกะเราบ้างน่า) อีกคนเป็นช่างแต่งหน้าและบิวตี้บล็อกเกอร์ ก็ไปให้นางแต่งหน้าให้ คุยอิ๊อ๊ะกันบ้าง แล้วก็แบบ เป็นเพื่อนกันเถอะ ล่าสุดคือนางสอนแต่งหน้าให้แล้วไปช้อปปิ้งกะนาง (ไว้จะมาแตกหน่อเรื่องชะนีอีกที) ก็ดีงาม

เพื่อนสองคนนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ ตัวเราเองก็ไม่แย่นี่หว่า อย่างน้อยก็มีเพื่อนคบวะ ไม่เหมือน… (ดักขนาดนี้เพื่อกันคนมาถามว่ากู่ด่าใครรึเปล่า จริงก็ด่าแต่ไม่อยากบอก บอกว่าด่าตัวเองละกัน อย่างน้อยก็เคยผ่านโมเมนต์เพื่อนไม่ตบน่ะ)

ก็อะไรประมาณนี้แหละ ตัดจบ

(ญี่ปุ่นอีก 5 วันยังไม่ลืมนะ จะมาเขียน)

Permalink

Japan Go Go Day 4

วันนี้ตื่นได้ตามเวลา (มั้ง) เพราะอย่างที่บอกว่านอนห้องเดียวกะหัวหน้าใบไม้แดง ฮ่าๆ
ก็ตื่น ไปล้างหน้า บ้านยูจิชั้นล่างตรงอ่างล้างหน้ามีแต่น้ำเย็น T-T ฟักมาก
แล้วก็เดินออกมา มาที่สถานีนิกโกะ (ระหว่างทางเจอลิงนิกโกะด้วย) ก็รอเตรียมไป ..ไปไหนวะจำชื่อไม่ได้
เดอะแก๊งซื้อข้าวกล่องกิน แต่นี่ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หิวมาก ก็กินขนมที่ซื้อจากเมื่อวาน แล้วก็ซื้อกาแฟกิน แล้วก็นั่งรถไฟ ไปนั่งกระเช้า ไปไหนก็ไม่รู้ (จำชื่อเมืองนอกเมืองไม่ได้เลย กากจริง)

10710870_10152812547349153_572476481230523164_n

S__5480475

อุณหภูมิก็ 10 องศาต้นๆ จริงๆ มานึกๆ ก็หนาวน้อยกว่าที่เจอที่โซล (ตอนนั้น 8-9 องศา) แต่เรียลฟีลมันหนาว สงสัยเพราะลมมั้ง Continue Reading →

Permalink

Japan Go Go Day 3

จำไม่ได้ว่าหัวหน้าทริปนอกเมือง (หรือหัวหน้าทริปแก๊งใบไม้แดง หรือจะเรียกอะไรก็เรียกเหอะ) อย่างแบ๊งกุบัญชาให้ตื่นกี่โมง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะหกโมง ซึ่งอย่างที่บอกว่าก็ยกให้แนนซ่าและตั๊กถั่วตื่นไป แต่เอาจริงๆ…ตื่นสาย 5555555555555 กว่าจะได้ถ่อออกมาก็เกือบเจ็ดโมง (เบื่อ iPhone จริงๆ ทำไมในรูปไม่มี timestamp) ก็ไปสถานีรถไฟ เตรียมนั่งรถไฟและกินข้าวกล่องรถไฟ ประเด็นคือตอนไปซื้อข้าวกล่องรถไฟก็แบบ ไม่รู้จะกินอะไร แล้วก็กลัวจะเจอข้าวกล่องที่เป็นเนื้อ (ไม่แดกเนื้อนี่อยู่ญี่ปุ่นลำบากจริงๆ) ก็ซื้อข้าวกล่องแบบที่มีไก่ล้วนกิน ถามว่าอร่อยมั้ยก็เฉยๆ นะ ไม่ดีไม่ร้าย คือมันเป็นข้าวกล่องเย็น

10686595_10152810200799153_7473304137695849473_n

S__5373976 Continue Reading →

Permalink

Japan Go Go Day 2

ตอนหลับบนเครื่อง คิดว่าก็หลับแหละ แต่ก็หลับไม่สนิท ยุกยิกๆ และคิดว่าคนข้างๆ (คือตั๊กถั่ว) ก็คงมีรำคาญแหละ 55555
อุปกรณ์การช่วยนอนคือยา หมอนมูจิ และผ้าปิดตา
ถูกปลุกตื่นตอนตีสี่ ซึ่งก็รู้สึกว่าจะรีบปลุกทำไมวะ เครื่องลงตั้งแปดโมง
อะ ก็งัวเงีย มีหลับต่อบ้าง สะกดกลั้นความอยากสั่งอะไรมากินบ้าง
ได้เห็นเส้นขอบฟ้าที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เห็นเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ที่หน้าต่าง แล้วพระอาทิตย์ก็ค่อยๆ แผดแสงแรงขึ้น…กูร้อน

10565154_10152808275744153_5087634615850662189_n
ก็นั่งไป กรอกเอกสารเตรียมเข้าเมือง พวกเอกสารระบุว่าไม่ได้เอาของผิดกฎหมายเข้าประเทศ ตรงนี้ถ้าใครไม่เชี่ยวอังกฤษหรือกลัวเมาขี้ตา ปรินต์โพยไปก็ได้นะ เราก็ปรินต์ไป
ได้ยินกัปตันบอกว่าฟูจิซังอยู่อีกด้าน (ด้านซ้ายที่คนนั่งในแก๊งคือคุณแนนและคุณหมี) ฝั่งนี้ก็แดดร้อนกันไป
ซักพักก็ถึงญี่ปุ่น เฮ เดินออกจากเครื่องจึ้กๆ ไปเจอ ตม ถูกเจ้าหน้าที่จับแยกแก๊งให้ไปอยู่คนละแถว ตอนนั้นก็ตื่นเต้นนะว่า กูจะเจออะไรบ้าง 5555555555 แล้วซักพักแบ๊งกุก็วิ่งมาจากอีก ตม บอกว่าเค้าขอบอร์ดดิ้งพาสขากลับ ก็หาให้ไป คือแบบ โหดสัส.. ตอนนั้นนึกในใจ แล้วกูๆๆ จะเจออะไร ก็ไปเจอ ตม ญี่ปุ่นสาว ขาว นางก็เช็กเอกสาร แล้วพูดอะไรซักอย่าง Continue Reading →

Permalink

Japan Go Go Day 1

ได้ฤกษ์เขียนซะทีมั้ง ไม่หรอก แค่คิดว่าถ้าไม่เขียนก็คงจะไม่ได้เขียนและก็ใกล้จะลืมพวกยิบย่อยแล้ว ฮา ดังนั้นเขียนๆ เถอะนาง
ป.ล. ก็มีสบถหยาบคายบ้างล่ะนะ เราไม่ใช่คนเรียบร้อยอะไร

อะ เริ่ม

ช่วงปลายเดือน ต.ค. นี่ หงุดหงิดจิตตกเชี่ยๆ ก็แบบ ปักเอาไว้ว่า การไปญี่ปุ่นนี่แหละ จะเป็นการชาร์จแบตและกลับมาทำงานด้วยดีทุกอย่าง (ถามว่ากลับมาแล้วพลังชีวิตพรูดพราดไหม…ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ก็ไม่แย่หน่า เอ้า เป๋ทำไม ต่อ) ช่วงก่อนเดินทางชาวแก๊งก็มีเวิ่นเว้อกันตามประสา ส่วนตัวนี่ก็ไม่ถึงกับตื่นเต้น แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่รอคอยและสนุกที่จะไปเจอ (ไม่อยากจะบอกเลยว่าซื้อเสื้อผ้าใหม่เกือบทุกชุด วางแผนเป็นฉากๆ ว่าแต่ละวันจะแต่งตัวยังไง และ..พกเครื่องสำอาง!) ก็นั่นแหละ ส่วนตัวก็แพลน จะกินอะไรดีน้า จะช้อปอะไรดีน้า ของหวานจะกินอะไรดี วันนี้ใส่เสื้อชุดไหนดี จดรายการของที่จะใส่กระเป๋า ครบยังน้า เอกสารปรินต์ยังน้า บลาๆ

แล้ววันเดินทางก็เดินมา

เนื่องจากเดินทางค่ำ ห้าทุ่มสี่สิบมั้ง (รึเปล่า ลืม) ก็นัดเดอะแก๊งไว้ว่า เจอกันที่ดอนเมืองซักสามทุ่มครึ่งละกัน แต่อย่าเลตนะ กลางวันก็โดนอีตี๋ลากไปดูกระเป๋ากล้องที่ Loft ซึ่งแบบ ขากลับฝนตกด้วย นี่ก็วีน -_- แต่โชคดีที่ฝนตกหนักแต่ตกไม่นาน ก็กลับมาอาบน้ำ ไดร์ผม (แรดมาก จะบอกว่าวันธรรมดาไม่ทำนะ) แต่งชุดสีขาวที่ชอบ (แต่โดนทักว่าเหมือนนางชี ขอบใจ) เตรียมกระเป๋า (จัดตั้งแต่เมื่อคืนนะ หาได้มาจัดสดๆ ร้อนๆ แบบอีตี๋ไม่) แล้วมันก็มารับ แล้วก็ไปดอนเมือง

ไปถึงดอนเมืองสามทุ่มนิดๆ สามทุ่มครึ่งก็มากันครบ ก็เฮกันไปเช็กอิน ไปเจอแถวที่ยาวยั้วเยี้ยเหมือนงูคดไปมา ก็ต่อคิวกันไป แต่ก็รู้สึก ทำไมนานจังวะ (หิวแล้วด้วย) ก็แบบ สอดสายตาไปที่อีกแถว เฮ้ย แถวสั้น และดูเหมือนจะเป็นแถวแค่ เอากระเป๋าไปโหลดแล้วก็จบ เพราะเราเช็กอินกับเว็บมาแล้ว ก็เฮละโลกันออกจากไปแถวคิวยาวเหมือนงูไป

…แล้วก็พบว่าคิดผิดเหี้ยๆ

คืออีกแถว แถวสั้นก็จริง คาดว่ามีคนทำรายการไม่น่าเกิน 4 แก๊ง แต่เป็นแก๊งที่เรื่องเยอะอะมึง บางแก๊งแบบ จะเปลี่ยนที่ จะนี่ จะนั่น (โอ๊ยอีดอก ทำไมมึงไม่ทำตั้งแต่เว็บเช็กอิน) อีกแก๊งน้ำหนักกระเป๋าเกิน จะเอาน้ำหนักของอีกคนไปฝากกะอีกคน อีกคนเสือกเข้าเกตไปแล้ว!! มึงเป็นเพื่อนกันป้ะเนี่ยทำไมไม่เช็กอินด้วยกันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน รอเงกจนแบบ อีคิวหางงูนั่นสั้นเหลือกะตุ๊ดละอะ แล้วพวกกู… /facepalm กว่าจะได้โหลดกระเป๋าก็สี่ทุ่มครึ่งมั้ง แล้วกว่าจะได้เข้าเกต ไปกรอกใบเข้า ตม และยังไม่ได้แดกอะไร T T แล้วถ้าจำไม่ผิด ไฟลต์ห้าทุ่มสี่สิบ แม่เรียกเข้าเครื่องตั้งแต่ห้าทุ่มสิบห้า พ่องตัย ก็ไปหาแซนด์วิชเอสแอนด์พี รสไข่กุ้งอะไรซักอย่าง (95 บาท และไม่อร่อยอย่าแดก) ก็กินๆ ไป แล้วก็ไปรอขึ้นเครื่อง ได้ขึ้นเครื่อง หลบฉากไปนั่งที่ริมหน้าต่าง (คือในแก๊งสลับที่กันนัว นั่งคนละที่ที่ระบุในบัตร แอร์ฯ ก็เรียก ชตโตะๆๆๆ แล้วพยายามจะลากให้ไปนั่งอีกโซนตามบัตร แต่นี่เลว วะฮะฮ่า) ก็ขึ้นเครื่องไป ดูซีรีส์นิดหน่อย แล้วก็นอน

อยากบอกว่า ตอนช่วงที่เครื่องบินมันวิ่ง วิ่งบนรันเวย์ วิ่งจนเร็วได้ที่ แล้วบรื๊นนนนนน เหินอากาศ ค่อยๆ สูงขึ้น สูงขึ้น จนเริ่มเห็นวิวจากที่ไกลๆ เห็นกรุงเทพที่เรากำลังจะจากลา เห็นปัญหาที่เรากำลังจะละมันชั่วคราว แล้วแบบ รู้สึกดีสาดดดด :D

1512325_10152849874859153_6822908583010808493_n

ก็อะไรประมาณนั้นแหละ ตัดจบเหี้ยมๆ ไว้เล่าวันที่สอง

ป.ล. ทริปนี้เจอพี่พีท พีชเมกเกอร์ด้วย นั่ลลั้คคคคคคคคคคคคคคคคคค

Page 3 of 1412345...10...Last »