Permalink

แชร์ประสบการณ์ จองบัตร Maroon 5 2015 นอนหน้าเซนทรัล

คือเคยจองเทย์เลอร์แล้วพลาด (จองหน้าเว็บ) ก็เลยคิดว่า อดัมรอบนี้ จะมาจองเคาน์เตอร์ดีมั้ย มาละกันเผื่อมันจะเร็วกว่า ตอนแรกตั้งใจว่าจะตื่นซักตีห้าแล้วก็มา อะไรงี้ (นี่ก็คิดว่าทุ่มเทแล้วนะ) แต่เมื่อคืนก่อนกลับบ้าน อะไรไม่รู้ดลใจให้ไปส่องที่เคาน์เตอร์ดูลาดเลาซะหน่อย แล้วพบว่า

…อีเหี้ยมีคนมาแล้ว!!! มาตั้งแต่สี่โมงเย็น!! คุยไปคุยมาอ้าวอยู่หอเดียวกะกูด้วย 5555 ช็อกไปอีก
เค้าบอกว่าเค้าก็จะมาดูลาดเลานี่แหละ แต่พอมีผู้ชายสองคนมาถามว่านี่จองบัตรรึเปล่า ระบบรันคิวก็เลยเริ่มต้น คือคนที่มาสี่โมงเค้าก็ไม่อยากเสียคิว ก็เลยคุยกันไปคุยกันมา ค้างก็ได้วะ (เราเป็นคิวที่ 5) พบว่าคิว 3 และ 4 คือลุงวินมอไซผู้โด่งดังในทวิตเตอร์นั่นเอง

จากไม่คิดว่าจะค้างก็เลยต้องค้าง ก็ได้ ก็กลับไปเตรียมของ ไม่มีอะไรมากคือเตรียม ของกิน นิยาย (เช่าไปทุกเล่มเท่าที่จะนึกออกเพราะคิดว่าคงไม่ได้นอน) แล้วก็แบตสำรอง โน้ตบุ๊ก หมอน ก็มาที่เซนทรัล

นั่งเล่นเกมอะไรไปซักพัก ก็ง่วงและหลับ คือไฟมันสลัวเกินกว่าจะอ่านหนังสือได้ (ยุงกัดด้วยแม่ง) แต่ช่วงตีสองก็ตื่นงัวเงียๆ เพราะเสียงบิดมอเตอร์ไซค์ เสียงเคาะก๊อกแก๊กๆ ข้างล่าง ดังมาก ตื่นมานิดนึง อ่านนิยายแบบมืดๆ นั่นแหละ แล้วก็ผลอยหลับอีกรอบ (ต้องขอบคุณเสื่อจากคิวแรกที่ขอแอบเอาร่างอ้วนๆ ไปนอนด้วย)

ช่วงตีสองก็มีประมาณเจ็ดคิว ตีสามตีสี่ก็เริ่มมากันเรื่อย ตีห้ามีแล้วสิบคิว มีสามเคาน์เตอร์ แล้วก็มากันเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการจดคิว ไปจนถึงสิบโมงคือแถวเลยไปถึงลานจอดรถแล้ว และ เมื่อถึงสิบโมงเป๊ะก็พบว่า…

บัตรเต็ม..
อีสัส…

ตอนแรกตั้งใจจะจอง 3 ใบ เผื่อคนรู้จัก แต่ ณ สถานการณ์นั้น คือมันจอง 3 ไม่ได้ ขอเอาตัวรอดก่อน 55555555 พี่ที่เคาน์เตอร์กดได้ 4000 เอามั้ยคะ เอาค่ะ รูดบัตร ปรื้ด ได้มาใบ รอต่อ ห้าพันได้มาใบเอามั้ยคะ เอาค่ะ!!! รูดบัตร ปรื้ด จบมาอีกใบ (4000 ก็เอาไปปล่อยต่อ แต่เราก็ปล่อยเท่าราคาบัตรนะ คือเราได้บัตรมา ลด 15% จากฉลากน้ำสิงห์ แต่ตอนปล่อยต่อ ก็ขอราคาเท่าหน้าบัตรนิดนึง) อะไรประมาณนี้

ก็หลอนๆ ดี แม่ง ไม่คิดว่ามันจะเต็มเร็วขนาดนี้ (นี่รอดูบัตรหลุดยังไม่มีเลย) ก็จบ เป็นประสบการณ์ติ่งที่แปลกใหม่และเหนื่อยดี ประทับใจนะเพราะพอทุกคนมาก็ดูเป็นมิตรเป็นเพื่อนกันทักทายกัน ไปเซเว่นจะเอาไรมั้ยไรงี้ เออก็ประทับใจ 555 (ถ้าไม่นับเรื่องโดนแซงคิวนะ คือมีคนมาจากหน้าห้างแล้วรีบมาต่อแถว นี่ไม่ยอม นี่เอาร่างอ้วนๆ เบียดเลย เห้ย คนมารอทั้งคืน คุณจะบอกว่าคุณไม่รู้ได้ไง ทำไมคนที่ต่อแถวคนอื่นเค้ารู้วะ)

ปล รอบหน้าถ้ามีอีกจะไม่ลืมเอาเสื่อไปด้วย

Permalink

หัดแต่งหน้า EP 2

ที่บอกว่าเป็นภาคสอง เพราะภาคแรกคือไปหัดกะอีกคน ส่วนวันนี้ไปหัดกะอีกคน เพราะ สนใจวิธีคอนทัวร์หน้า อะไรประมาณนี้ เรียนแล้วก็เหมือน เติมเต็มจากครั้งที่แล้วดี คือครั้งที่แล้วเพื่อนสอนละเอียดมาก สอนมาราธอนตั้งแต่หกโมงยันห้าทุ่มเห็นจะได้ ส่วนรอบนี้ สิบเอ็ดโมงกว่าๆ เกือบบ่ายสามก็เลิก ฮา สิ่งที่ต่างกันเท่าที่นึกได้ ก็คือ

  • เค้าไม่ได้สอนเรื่องเบส รองพื้น คอนซีลเลอร์ (ไม่แน่ใจเหมือนกัน หรือคิดว่ามีพื้นไม่รู้ แต่เค้าบอกว่าสภาพหน้าเรามันไม่ได้แย่ขนาดต้องปิดมิดหมด) เลยให้ใช้รองพื้น + Concealer ในตัว
  • ไม่ได้สอนกันคิ้วและเขียนคิ้วมากมาย คือบอกให้เขียนตามทรงเพราะทรงสวยอยู่แล้ว (จริงๆ คือเราไปแวกซ์คิ้วทุกเดือน 555555 ชีวิตดีแต่เสียเงิน…)
  • งานตา สอนละเอียด เพื่อนเคยสอนว่า เปลือกตาเรามันหนาและบวม อย่าใช้อายแชโดว์ชิมเมอร์เพราะจะยิ่งบวมมมม แต่คนนี้สอนว่าก็ใช้ได้ แต่ไม่ใช่ใช้ทั้งเปลือกตา ใช้หัวตาได้ สอนสโมกกี้อาย เบลนด์ๆๆๆ งานเบลนด์ต้องมา งานอินเนอร์ไลน์ก็มา
  • เค้าบอกเวลากรีดอายไลเนอร์อย่าดึงหางตา 5555555555555555 ชอบทำเพราะมันเขียนง่าย!! แต่มันไม่เป็นทรง ก็ต้องพยายามเขียนแบบ แค่เลิกตามองแล้วกรีดอายให้คม โอ ยากจัง แต่จะลอง
  • สอนเรื่องปัดแก้ม ไฮไลต์ คอนทัวร์ โอเคดี
  • ทาปาก คนนี้เป็นอีกคนอีกแล้วที่ แนะนำว่าเราเหมาะกะโทนชมพูส้ม (ตั้งแต่พยายามแต่งหน้ามา ชมพูไปไม่เวิร์ก ส้มไปไม่เวิร์ก แดงไป..ไม่เข้า มาจบที่โทนชมพูส้มตลอดเลย เค้าบอกว่า ดูเป็นคน ไม่ได้หวานมาก แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยว ก็ต้อง ชมพูส้มไปนะชีวิต) แต่เค้าลองให้ทาปากแดง เค้าบอกปัง สอนวิธีเขียนปากมาด้วย (ชอบ) แต่ลุคออกมา แรงดี 55555555 อยากเป็นเทย์เลอร์สวิฟต์ที่ปากแดงเจิดอ้าาาา (มึงๆ มึงดูหน้าตัวเองบ้าง)
  • เค้าบอกอย่าใจร้อน อย่ามือหนัก ค่อยๆ ปัดไป

ก็อะไรประมาณนี้ สนุกดี ไว้หาทางไปเรียนกะคนนู้นคนนี้ต่อ ปีนี้ เมกอัปเป็นอีกศาสตร์ที่ให้ความสนใจ (นั่งดูจีบันทุกวันบอกเลย) แต่ก็ยังไม่เก่งพอที่จะเปลี่ยนลุคตัวเองแล้วเจิดสัส อะไรงี้ ก็ลองกันต่อไป

จริงๆ แอบอยากเขียนบล็อก เล่าวิธีแต่งหน้า บลาๆๆ สิ่งที่ตนเองเรียนรู้ จะบอกว่าเป็น บล็อกเกอร์ความงาม ก็ได้อยู่ แต่คือไม่อยากโชว์หน้า จะลองเขียนรีวิวนั่นนี่โดยไม่โชว์หน้า ไม่รู้จะได้มั้ย ค่อยคิด (ก่อนอื่น มึงกลับไปเขียนเฟซบ๊อกก่อน)

 

Permalink

เป็นอาทิตย์ที่คิดเยอะ

เป็นอาทิตย์ที่คิดเยอะ คิดนู่นคิดนั่นคิดนี่สะระตะ แล้วก็คิดว่าน่าจะยังคิดไม่ตกตะกอนด้วย (อ้าว) แต่คิดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในใจเรานิดหน่อยแล้วล่ะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้อีกนานมั้ยนะ ก็เลยอยากมาบันทึกไว้หน่อย

อาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่คิดว่าจะมีใครมาอ่าน ก็ว่ากันไป

คือมันจะมีความสงสัยในใจตัวเองเป็นพักๆ ว่า ที่ทางของกูคืออะไร จุดหมายปลายทาง (ในที่นี้คือความก้าวหน้าในชีวิต) จะไปเป็นอะไร อยากเก่งกว่านี้ จะต้องทำยังไง คืออยากเก่ง แต่ไม่รู้วิธี

แล้วก็ดันมีคำพูดจากคนๆ นึง ที่พูดแล้วทำให้รู้สึกหูตาสว่างว่า

“สำหรับพี่ พี่มองว่า ถ้าอยากจะเก่งขึ้น มันมีสองด้าน ด้านนึงมีไดเร็กเตอร์ คอยชี้ทางให้ แต่เราเองก็ต้องกรุยทางของเราไปด้วย ไม่ใช่เดินตามอย่างเดียว ไม่คิดอะไร กับอีกด้าน คือสามารถถ่ายทอดความรู้หรือสิ่งที่เรามีให้กับคนอื่นได้ พี่ไม่ศรัทธาในวันแมนโชว์ แต่คนที่สอนทีมได้ คนนั้นถึงจะเก่ง อีกอย่าง มันเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่า เออ เราพูดรู้เรื่องมั้ยวะ วันๆ แม่งคุยกะตัวเองคนเดียว คิดว่าเก่งแล้ว จริงๆ เก่งเปล่าวะ”

(ไม่เป๊ะนะแต่ใจความราวๆ นี้) คือแม่งใช่ เราเป็นคนที่ชีวิตหลงทางมาตลอด 555555 หลงไปเรียนฟิสิกส์ หลงมาทำงานเพราะคำชวนของบ้านแบน หลงมาทำโซเชียลเน็ตเวิร์กก็บ้านแบนอีก แต่เนี่ย ตั้งแต่เริ่มมาทำงานที่ปัจจุบัน น่าจะเป็นสิ่งที่เรากรุยทางให้ตัวเอง แต่นี่กูเริ่มหลงทางอีกละไง

ปีที่แล้วยังจำได้ ทุกคนแนะนำให้เป็นสเปเชียลลิสต์ รู้ให้มันลึกมันจริง ..เออแล้วไงต่อวะ แต่คำแนะนำของพี่คนข้างบน มันอาจจะไม่ใช่โซลูชั่นที่ถูก แต่รู้สึก ปิ๊งอะปิ๊ง คือถ้ากูจะเติบโต มันก็ต้องแบบนี้แหละนะ ตอนนี้รู้วิธีแล้ว แต่หนทางที่จะทำมัน นี่ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีโอกาสมั้ยอะไรยังไง

คือไม่ใช่ไม่เคยคิด การจบทางของเรา มันอาจจะเป็นการออกมาตั้งแก๊งให้เป็นจริงเป็นจังเสียที แต่ไม่รู้สิ เราพูดได้เลยว่า ณ วันนี้ถ้าทำ มันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ว่ะ เนื่องด้วยใจเราเอง ตัวเราเอง มันมีปัญหาอยู่ในใจ ปัญหาที่ว่าคือ ไม่มั่นใจตัวเองชิบหายยยย ไม่มั่นใจตัวเองมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว (เออ มึงเป็นบ้าอะไร) นี่คือตอนต้นสัปดาห์ มีคนพูดถึงในแง่ดีมาก บอกว่า เราแม่งโคตรเก่ง เก่งกว่าหลายๆ คนแล้ว เธอมีของนะ (ถ้าเผลอได้มาอ่าน ก็ขอบคุณอีกครั้งนะเว้ย) คือดีใจมาก แต่ในใจก็ยังแบบ เหรอวะ 55555 เฮ้ยแต่นี่ก็มั่นใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ แต่บางทีมันก็ยังรู้สึกว่า ไอ้ที่กูทำได้ คนอื่นก็ทำได้ปะวะ 5555 อะไรเงี้ยะ คืออาจจะเป็นคนที่ตีความคำว่าเก่งคือ เดอะเบสต์ไง กูอยากเก่งในอันดับต้นๆ เปร๊ตเปรต 5555 เพราะมองว่าตัวเองไม่เก่งงี้แหละ เลยไม่มั่นใจ แล้วความไม่มั่นใจนี่มันทำให้เราเสียโอกาสหลายๆ อย่างนะ (แก่แล้วเริ่มได้สติ) ตอนนี้ก็เลยคิดว่าจะเริ่มหน้าด้านขึ้น บ้าง นิดๆ อะไรงี้ อย่างน้อยหลังๆ ขายตัวเอง (หมายถึงขายว่าตัวเองทำอะไรได้) ก็ไม่ค่อยเคอะเขินเท่าแต่ก่อน ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

อีกเรื่องนึงก็คือก็รู้ว่าอายุก็เยอะแล้วแหละ (ถึงจะปลอบใจอ้อมแอ้มได้บ้างว่า วัยรุ่นตอนปลายอยู่นะสัส) แต่ไม่ใช่แล้วไง อีกไม่กี่ปีเราต้องโตกว่านี้แล้วนะ (หมายถึงวุฒิภาวะของเรา) ในเชิงจิตใจ การควบคุมอารมณ์ และความเป็นมืออาชีพในการทำงาน เราอาจจะยังมีโอกาสเป็นจูเนียร์ฟังคำแนะนำจากเจ้านายได้ แต่เราต้องเป็นพี่ของน้องๆ แล้วนะ ก็พยายามจะบอกตัวเองอยู่

นั่นแหละ ยังตกตะกอนความคิดไม่สุด แต่สิ่งที่มันพลุ่งในใจคือ กูต้องเก่งกว่านี้ให้ได้ ต้องได้ ตอนนี้คิดแค่นี้ และจะกลับมาพัฒนาตัวเองขึ้นกว่าเดิมให้มาก (สารภาพว่ามีช่วงนึงขี้เกียจเขียนบล็อกแล้ว รู้ทันเทรนด์สังคมเกือบหมดนะแต่ไม่เขียน เบื่ออะไรไม่รู้ จะพยายามเลิกอินดี้ข่า)

ส่วนเรื่องงาน ว่ากันตรงๆ ช่วงนี้อึนเรื่องงานหลายสิ่ง ซึ่งตอนอยู่ในอารมณ์ไม่ปกติก็งอแงและเหวี่ยงด้วยว่า งานบางอย่างมันไม่ใช่งานเราอ้ะ แต่ตอนผีออกจากร่างก็อยากให้คิดว่า มันก็งานอะ เป็นทีมก็ช่วยๆ กันไป แต่อินฟอร์มไว้นะว่า ไอจัสต์ช่วยนะเฟ่ย หลังจากนี้โรลใครโรลมัน ก็ว่ากันไป ปัญหามันก็มีก็แก้ก็สู้ไปแหละ มองแง่ดีว่าจะได้เก่งๆ จะได้โตๆ ก็ว่ากันไป ฮา

ไม่รู้ชีวิตจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกมั้ย แต่อีกไม่นานก็คงจะมี มั้ง ก็ค่อยมาว่ากัน

Permalink

Japan Go Go Day 5

ตื่น เก็บของออกจากโรงแรม (ส่วนนึง เพราะเดี๋ยวก็ต้องกลับมานอนโรงแรมเดิม) เช้าก็ไปชินจูกุกันเพื่อไปเอาพาสไปฮาโกเน่

พ่อแก้วแม่แก้ว ได้เห็น rush hour เคยได้ยินยังไม่เท่ามาเจอ
หนุ่มสาวชุทสูทสีดำ แต่งตัวดี เดินเร่งรีบไม่มองใคร ไม่สนใจใคร บ้างใส่หูฟัง บ้างกดมือถือ
ทุกอย่างต้องเร็ว
ความเคร่งเครียดและจริงจังแผ่ในทุกอณูอากาศ
สงสัยจังในใจซาลารี่มังเค้าจะคิดอะไรอยู่

10404216_10152814498344153_4522127739666351876_n

คิดๆ มองๆ เพลินๆ กูโดนชนกระเด็นด้วย -_- ตัวนี่ก็ไม่ใช่เล็กๆ คือก็ไม่ได้ตั้งใจขวางแต่ไม่รู้จะหลบไง
ก็รอแบ๊งกุ แนนซ่า ไปเอาพาส แล้วก็ไปหาของเช้ากิน ไปเจอร้านข้าวห่อสาหร่ายก็ซื้อมากิน ชอบข้าวห่อฟองเต้าหู้มากๆๆๆ ฟองเต้าหู้ที่ญี่ปุ่นหวานอร่อยและดีงาม

10671412_10152814570324153_6600434508094466023_n Continue Reading →

Permalink

ทำหน้าครั้งแรก

วันก่อนปิดปีใหม่ เดินเอ๋อๆ อยู่ในเซนทรัล
โดนยื่นขวดโหลใส่ จับสิ เอ้าจับฟรี จับก็ได้วะ ได้อะไรไม่รู้มูลค่าเจ็ดพัน
แล้วมีบัตรเครดิตปะ ถ้ามี ตรวจสภาพหน้าฟรีนะ ตรวจก็ได้วะ
แล้วก็พูดซะเคลิ้ม……………แล้วก็ซื้อคอร์ส………………….สัส
(ถามว่าแพงมั้ยก็ ไม่แพงหรอก ไม่แพงจนสงสัยว่าอีที่ว่าพรีเมียมนี่หลอกกูปะวะ หลอกกูแหง)
ตอนนั้นไม่รู้จักชื่อคลินิกด้วย เค้าบอกว่า เนี่ยดังนะ ออกรายการนี่นั่นๆๆ นะ
ขอเซิร์ชกูเกิลได้มั้ย
ได้
อะ เซิร์ช รีวิว
อีเหี้ยเปิดมาอันแรกเป็นอันด่าเลยแต่โดนลบไปแล้ว อีดอก
เซลล์แม่งก็ดูจะรู้นะว่าผลการค้นหาในกูเกิลเป็นไง ดักกูเลยข่า พันทิปมันก็ดาบสองคมอะค่ะน้อง
มันก็มีทั้งดัและไม่ดี บลาๆๆๆๆ
ตอนนั้นแมคก็ระแวงนะ แต่คอร์สมันถูกไง T-T ชิท ก็ซื้อ แล้วเนี่ยไปทำมาสดๆ ร้อนๆ

ก็ เข้าคลินิก เห้ยคนเยอะเว้ย แลดูไม่น่าเลวร้าย หรือทุกคนจะโดนหลอกเหมือนเรา…
ก็จ่ายเงิน ทำหน้า
อะ เป่าลมให้หน้าเย็นๆ แล้วก็เอาเข็มสะกิดวิตามิน อีคนแรกบอก ไม่เจ็บค่ะไม่เจ็บ แค่สะกิด
แล้วเปลี่ยนคนทำ คนสะกิดหน้าน่าจะเป็นหมอ นางบอกด้วยเสียงเย็นๆ ดุๆ เจ็บนิดนึงนะคะ…ไหนอีคนแรกบอกไม่เจ็บ
แล้วลงมือเอาเข็ม ปักๆๆๆๆๆๆ ปักๆๆๆๆๆๆๆ ปักๆๆๆๆๆๆ นี่กูนึกว่าเลือดไหลท่วมหน้าแล้ว อ้อเปล่า ไอ้ของเหลวมันคืออะไรไม่รู้
ก็รอซึม แล้วก็เอาวิตามินมานวดๆๆๆ เอาเครื่องมานวดๆๆๆๆ
จบ

ไม่รู้จะหน้าแย่มั้ย ถ้าแย่แม่แคปทุกอย่างเตรียมตั้งกระทู้ 555555555555555555555 T_T

ป.ล.
ปีนี้มีครั้งแรกเยอะดี เจ็บๆ ทั้งนั้น
แวกซ์คิ้วแล้วโดนถอนขนคิ้วจึกๆๆๆ ก็เจ็บ
นวดก็เจ็บ
อีเข็มปักหน้านี่ ตอนทำก็คิดในใจ นี่ทำไมกูต้องเจ็บซ้ำซ้อน
แต่ก็เอาน่ะ สนุกดีนะ

Permalink

หัดแต่งหน้า

มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะแต่งหน้าให้เป็น ซึ่งก็เคยหัดเองแบบไร้หลักการเว้ย
เช่น กรีดตา กรีดจนแทบจะทั่วเปลือกตาแล้วอีห่า แล้วก็เส้นขยึกขยัก 5555555555555555
คือเราก็ไปให้เพื่อน (ที่เป็นเมกอัปอาร์ตติสและเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ แต่รู้จักกันเพราะริลัคคุมะ) แต่งหน้าให้บ่อย
แล้วเราก็สัมผัสโมเมนต์ชะนีแบบชั่วครั้งชั่วคราวได้ไง เซลฟี่ทีหูยไลก์ตรึม มีความสุขในโลกลวงๆ ของตัวเอง นี่แต่งหน้าก็สวยได้นะโว้ย งี้
แต่มึงงัดตามาเต็มนะ ขนตาทิ่มกำแพงนะ งี้ แต่สวยไง
มันก็ต้องยอมรับว่ะว่าถึงเวลาอะไรที่มันเด่นมันจะถูกมองก่อน (นี่มึงอวดกลายๆ ใช่มั้ยว่าแต่งหน้าแล้วเด่น ก็ไม่ใช่หรอก)
อะไรแบบนี้ คือก็แค่อยากรู้โมเมนต์นี้น่ะ ซึ่งคนจำเราไม่ได้นะ 55555555555555 (แล้วมันดีหรือไม่ดี)
เรื่องคือก็อยากแต่งหน้าเองเป็นบ้าง ก็ให้เพื่อนสอน เพื่อนก็ดีใจหาย สอนทุกอย่าง ก็หัดแต่งได้แบบปลวกๆ
และถึงคราวมาแต่งเอง

วันแรกชินจังเลยมึง คิ้วอย่างปื้น
กรีดตาเละ คิ้วเละ
นี่เพิ่งไปแวกซ์คิ้ว โหคุณพระเพิ่งเข้าใจว่าคิ้วมันสำคัญกะหน้าชะนียังไง
ก็แต่งหน้าตัวเองทุกวัน ก็แต่งดีขึ้นเรื่อยๆ (มั้งนะ) ถ้าเอาตามที่เมนเทอร์ชะนีว่า 555555555555555555

ก็แค่นั้นแหละ
ฝึกต่อไป
ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน วันนึงจะกลายเป็นชะนีที่ เห้ยถ้ากูไม่เขียนคิ้วกูออกจากบ้านไม่ได้ อะไรงี้รึเปล่า
คือพยายามจะไม่เป็น เราต้องหน้าสดอย่างมั่นใจได้สิวะ
แต่อะไรพวกนี้ถ้าทำเป็นบ้างก็ดี อย่างน้อยถ้ามีโมเมนต์ต้องสร้างภาพตอแหล
เอาใหม่ เราก็รู้ใช่มั้ยว่าการเข้าสังคมบางทีภาพลักษณ์ก็สำคัญ เช่น การแต่งหน้านิด แต่งตัวหน่อย
มันมีภาษีในการเบิกอะไรบ้างเล็กๆ
(แต่ก่อนไม่คิดว่าสำคัญเลยนะ ย้อนไปดูการแต่งกายตัวเองสี่ปีก่อนที่ เสื้อยืด กางเกงขาบาน รองเท้าตีนหมี แล้วก็ก่ายหน้าผากเล็กๆ นี่กูทำอะไรลงไป)
ก็ “สร้างภาพ” เป็นบ้าง ก็คงจะดี

ไม่รู้จะคิดช้าไปรึเปล่า
แต่ก็พยายามจะสร้างภาพให้เป็นแต่ไม่ให้ภาพนั้นมันมาหลอกว่านี่กู
พยายามจะหาสมดุลของอัตลักษณ์ตัวเองกับสภาวะการเข้าสังคมไม่ให้อะไรกลืนกินอะไรมากไปอยู่
พยายามจะรักษาตั้งภายนอกและภายในนะ
ภายนอกก็ดูเหมือนจะได้บ้าง
แต่ภายในนี่รู้บางทีเป็นตัวเองมากไปแล้วมันไม่ดี ก็ต้องแหลบ้างอะไรบ้าง :D

สู้ต่อไป

Permalink

นวดครั้งแรก

เห็นเค้าว่าดีนี่ก็อยากลอง
เคยลองนวดเท้ามันก็โอเค แต่เมื่อวานเพิ่งเคยนวดตัว
ความทรงจำเรื่องนวดคือ เจ็บ (แต่คือไม่ได้นวดจริงจัง)
เมื่อวานเพิ่งเคยนวดตัวจริงจัง (1 ชม)

เค้าถาม นวดน้ำมันมั้ย
เอ้า แล้วแต่เลยค่ะ
แล้วแต่ไม่ได้นะ ราคามันต่างกัน
อ๋อแล้วมันต่างกันกี่บาทคะ
50 บาท
แล้วน้ำมันกะไม่น้ำมันมันต่างกันไงคะ
น้ำมันมันจะไม่เจ็บ
เอ่อ ถ้าราคาต่างกันแค่นั้น พี่น้ำมันมาก็ได้ค่ะ

ก็ เปลี่ยนเสื้อ มีเสื้อคอกลมผ่ากระดุม กะกางเกงเล ก็ใส่
เอ้าเพิ่งรู้ต้องเอาไอ้ด้านแกะกระดุมไว้ด้านหลัง -_-
แล้วก็นวด
คว่ำ นวดน่อง นวดอยู่นั่นแหละ ใส่น้ำมัน นวด นวด เช็ด
ซักพักแกะกระดุม แกะสายเสื้อ นวดหลัง นวด นวด ใส่น้ำมัน เช็ด
แล้วก็ทำอะไรอีกวะ อ๋อมีเหยียบ -_- เหยียบน่อง เอ่อ กูเจ็บ
มีให้นอนหงาย นวดขา นวดเท้านิดหน่อย ให้ลุกนั่ง นวดบ่า ให้นอน นวดหัว นี่นั่น
ครบชั่วโมงก็จ่ายเงิน

ก็ ก็ดีนะ แต่ไม่ฟิตอิน
กลับมากูยังแปล๊บๆ ที่ตรงที่เค้าเหยียบ 555555555555555555555555555555555 แงง

Permalink

ปีใหม่ตัวคนเดียว

ปีใหม่
ตอนแรกว่าจะไปเที่ยวโคราชกะเมตเหมือนปีที่แล้ว
จริงๆ ตั้งแต่ป่วยมา แทบไม่ค่อยมีโมเมนต์ที่อยากอยู่คนเดียว กลัวฟุ้ง
ช่วงไหนหยุดยาวก็จะเตร็ดเตร่ไปนอนที่นู่นนี่
ปีนี้พอดีวันจันทร์เมตติดนัดอาจารย์ เลยจะกลับอังคาร
แต่นึกไปนึกมา ถ้าไปกะเมตวันอังคาร ศุกร์ก็ค้องกลับกรุง
ถ้าจะไปแค่สามวันก็ขี้เกียจ แล้วจำได้ด้วยว่าปีที่แล้วแม่งใช้เวลาเดินทางไปโคราชเจ็ดชั่วโมง ทรมานสัส
ก็เลยอยู่คนดียวก็ได้

ก็ไม่แย่ ดูซีรีส์ อ่านนิยาย ไปกินอาหารสลิ่ม 5555555555555555555 กินขนม ร้องคาราโอเกะ
เหงาก็เดินห้าง กลับมาก็หัดแต่งหน้า
กรุงเทพรถโล่งๆ นั่งรถเมล์สบายใจ อากาศก็เย็นกรุบกริบ
มันก็มีบ้างแหละที่เหงา
แต่มันก็ไม่ได้ทนไม่ได้

จดไว้ว่าปีนี้รู้สึกงี้
อีกสามร้อยกว่าวันค่อยมาดูอีกทีว่าจะเป็นยังไง เนอะ

Permalink

2014

ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเพราะรู้สึกว่าชีวิตก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่นี่หว่า แต่คิดอีกทีมีก็ได้

  • ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องแรกในชีวิต (iPhone 5s) และคิดว่าชีวิตนี้คงกลับไปใช้ฟีเจอร์โฟนไม่ได้แล้ว
  • ได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต ดีงามมาก รักมาก
  • แต่งหน้าได้แล้ว (สวยไม่สวยอีกเรื่อง)
  • หัดร้องเพลงสากล (หัดทำไมวะ)
  • ติ่งโทมินจุนชิ หัดดูซีรีส์เกาหลี (เหมือนจะไม่ใช่เรื่องดี) แต่สนุกดีนะ
  • เกลียดคนเพิ่มอีกหนึ่งคน จริงๆ ที่ผ่านมาเกลียดใครบ้างก็จำไม่ได้แล้ว แต่ปีนี้ได้เกลียดคนอีกคน :) ไม่ต้องถามหรอกว่าใคร ไม่พูดกะใครก็คนนั้นแหละ ถ้ายังคุยด้วยอยู่ก็ไม่ได้เกลียดอะไรกันนะ เคนะ

ส่วนความเหลวๆ ด้านอื่น เช่น เขียน Faceblog น้อยลง (มากๆ) นี่ก็รู้ตัวและปีหน้า (เอ่อ นี่มัน 1 มกราแล้ว) ก็จะปรับ (คือมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยเรื่องบาลานซ์แต่ต้องผ่านมันไปให้ได้) และจะแก้ตีมเว็บด้วย, ตั้งใจลดน้ำหนักให้มากขึ้น ไม่ไขว้เขวไปกับอุปสรรค (ของกินอร่อย) ที่ผ่านเข้ามา และคิดว่าจะหัดภาษาอังกฤษ (ซะที)

นอกจากนี้ก็ต้องเป็นคนหัดอยู่ในสังคมให้เป็น ไม่ใช่คิดอะไรก็ด่าออกมาหมด ใครตอแหลมาก็ต้องตอแหลกลับให้เป็นบ้างถึงจะน่าสะอิดสะเอียนก็เหอะ ฮา ที่เหลือนึกไม่ออกละ เอาเป็นว่าใครผ่านมาก็สวัสดีปีแพะนะ

 

Permalink

Antisocial

จริงๆ ตั้งแต่ป่วย (แม่งก็จะสี่ห้าปีแล้ว) ถามว่ายังแยกตัวออกมาจากสังคมมั้ย ก็มีบ้าง แต่ก็คงไม่จัดเท่าตอนที่เป็นช่วงแรกๆ แต่ก็คงจะมี

แล้วถามว่าก่อนป่วยอาการเข้าสังคมเป็นไง ก็ ก็คงเข้าแหละ มีอารมณ์ที่จะประจ๋อประแจ๋หรือทำท่ามีมิตรจิตมิตรใจกับคน “บ้าง” แปลว่าไม่เยอะ ฮา ก็อาจจะเป็นเพราะว่าสันดานเดิมก็ไม่ใช่เป็นคนที่เฟรนด์ลี่มั้ง แต่ถ้าเปิดใจให้ใครก็เปิดชิบหายเลยนะ เปิดจนโดนทำร้ายจนเจ็บมาทุกวันนี้ก็มี

ก็นั่นแหละ กลับมาที่จุดเดิมคือ ตอนนี้ถ้าให้เข้าสังคม ก็พอเข้าได้ แต่จะพูดคุยกะคนอื่นยากหน่อย (บางคนที่รู้จักกันในทวิตเตอร์น่าจะเคยเห็นว่าในทวิตเตอร์พูดมากชิบหาย เจอกันจริงๆ ถ้าไม่มาชวนคุยก็เงียบ แต่ก็ไม่ได้เหี้ยขนาดไม่มีรีแอคชั่นตอบนา) ก็อะไรประมาณนี้

ตอนนั้ก็เข้าสังคมพอได้ ยิ่งถ้าสังคมไหนฟิตอินจัดๆ ก็เข้า 5555 แต่กะสังคมที่ไม่ฟิตอิน วันไหนไม่อยากปั้นหน้ากูก็หนีเลย คือปั้นหน้าไม่ได้แปลว่าสร้างภาพนะ แต่มันไม่สนิทไง คืออารมณ์ปกติก็ไปด้วยได้ อารมณ์ไม่ปกตินี่..หนีเหอะ กลัวไปหลุดปากไม่ดีใส่ อะไรงี้ หลังๆ มานี่ก็มีอารมณ์นี้ครั้งสองครั้ง น่ากลัวมาก (กูนี่แหละกลัวตัวเอง)

สรุปว่านี่บ่นอะไร ก็ย้ำเข้าไปอีกว่าทบทวนตัวเองมั้งว่า ที่เราหนีสังคมแต่มันดีขึ้นรึยัง ก็ การมาทำงานที่ใหม่ (ที่แม่งจริงๆ ก็ไม่ใหม่แล้ว ทำมาจะสองปีแล้ว) มันก็อาจจะเป็นอีกสังคมนึงที่เราอยากพิสูจน์ว่า ถ้าย้ายไปทำงานในสังคมใหม่ที่ไม่มีคนรู้จักเราเลย (จริงๆ ก็มีมาคนนึง) แล้วจะอยู่ได้มั้ย

มันก็พออยู่ได้นะ ไม่แย่ ใช้เวลาพักนึงกว่าจะคุยสนิทๆ กะซักคน บางคนใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้รู้ว่าเค้าไม่น่ากลัวนี่หว่า เริ่มมีโมเมนต์ไปกินข้าวกะเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน ซึ่งดีงามอะ (แต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่กำลังจะลาออก…) ก็ว่ากันไป

ก็พยายามจะเรียนรู้และเปิดว่า สังคมมันก็คงไม่แย่และไม่ทำร้ายกูขนาดนั้น ค่อยๆ แหย่ขาอ้วนๆ เข้าไปเรื่อยๆ ละกัน

ระหว่างทางในการต่อสู้กะชีวิต การงาน ซัมติง มันก็มีเพื่อนสองคนที่เพิ่งมารู้จักกัน คนนึงสองปีกว่า เป็นเทรนเนอร์ ก็สนิทกัน (คิดว่าก็ไม่น่ารู้สึกไปเองคนเดียว มันก็คงรู้สึกสนิทกะเราบ้างน่า) อีกคนเป็นช่างแต่งหน้าและบิวตี้บล็อกเกอร์ ก็ไปให้นางแต่งหน้าให้ คุยอิ๊อ๊ะกันบ้าง แล้วก็แบบ เป็นเพื่อนกันเถอะ ล่าสุดคือนางสอนแต่งหน้าให้แล้วไปช้อปปิ้งกะนาง (ไว้จะมาแตกหน่อเรื่องชะนีอีกที) ก็ดีงาม

เพื่อนสองคนนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ ตัวเราเองก็ไม่แย่นี่หว่า อย่างน้อยก็มีเพื่อนคบวะ ไม่เหมือน… (ดักขนาดนี้เพื่อกันคนมาถามว่ากู่ด่าใครรึเปล่า จริงก็ด่าแต่ไม่อยากบอก บอกว่าด่าตัวเองละกัน อย่างน้อยก็เคยผ่านโมเมนต์เพื่อนไม่ตบน่ะ)

ก็อะไรประมาณนี้แหละ ตัดจบ

(ญี่ปุ่นอีก 5 วันยังไม่ลืมนะ จะมาเขียน)

Page 2 of 1412345...10...Last »