Permalink

Lady Gaga!

  • เราเริ่มฟัง Lady Gaga เพราะอีเบล (@bellbells) บอกให้เล่นเกม Tab Tab กาก้า สนุกดี เลยฟังเพลงและจำเพลงนางได้ (จำได้มากในอัลบั้มแรก อัลบั้มสองกลางๆ อัลบั้มสามคุ้นแต่ Born this way – -)
  • ตอนรู้ว่าคอนกาก้ามา อยากไปดูมาก แต่ถามหาพรรคพวก…มีแต่คนจะจัดบัตรเจ็ดพัน สี่พัน T_T ก็เลยไม่ได้ไป
  • จริงๆ เราชอบดูคอนเสิร์ตมากนะ แต่ว่าไม่ค่อยมีคนรอบตัวไปด้วย ไม่อยากไปคนเดียว 555 ส่วนใหญ่คอนที่ได้ไปก็เลยจะเป็นคอนฟรี หรือคอนที่ตรงสไตล์คนรอบตัว เช่นคอนเสิร์ตมาราธอนที่มีศิลปิน small room, sony มาอย่างเยอะ หรือคอนเสิร์ตแฟตไรงี้ (ไปกะบ้านแบนและตั๊กถั่ว)
  • เมื่อไม่มีสมัครพรรคพวก…หรือมีสมัครพรรคพวก แต่กูไม่มีตังค์ T T ก็เลยไม่ได้จองตั๋ว และก็ปล่อยผ่านมาเงียบๆ
  • ช่วงที่กาก้ามาแล้วคนทวีตเรื่องนางกระหน่ำเนี่ย จิตใจหวั่นไหวมาก พยายามหาบัตรฟรีผ่านการเล่นเกม (แต่ไม่ได้…ตรูนี่ช่างเป็น little monster ที่จนจริงๆ)
  • แล้ววันคอนเสิร์ต ตอนสี่โมง เพิ่งได้บัตรสดๆ ร้อนๆ จากพี่ชาย (พี่ที่ทำงานเค้าไม่ไป เลยไปตลกขอบัตรมา) ก็เลยชวนตั๊กถั่วไปด้วย (ตั๊กถั่วอยากไปดูบรรยากาศ ได้ข่าวมาว่านางขนอุปกรณ์มาสามเครื่องบินเจ็ต เลยอยากรู้ว่าจะเป็นไง)
  • ก็เลยถ่อไปราชมังคลา……..ตอนห้าโมง -__- (ละอยู่อารีย์ ไม่ใกล้กันเลยแสรด)
  • เดินทางด้วย BTS ละต่อ Airport Link (คนเยอะจนแทบจะตาย เบียดกะคนนั้นคนนี้นุงนังไปหมด) แล้วพอถึงสถานีหัวหมาก ตามแผนเค้าจะมีชัตเติลบัสรับส่ง แต่รถติดมาก ก็เลยขึ้นมอไซไปงาน (มอไซคิดค่าเดินทางคนละร้อยยี่สิบ แต่ตั๊กถั่วไปต่อได้ร้อยนึงต่อสองคน…สุดยอดการตลกจริง)
  • ถึงงานแบบมึนๆ งงๆ และที่นั่งที่ได้ ไกลแม่กกกกกกกกกกกกกกกก ชั้นสามของราชมังฯ T-T
  • งานตามกำหนดการเริ่มทุ่มครึ่ง แต่ตอนเริ่มจริงๆ เกือบสามทุ่ม
  • Lady Gaga นางเต็มมาก ร้องเสียงเทพมาก พลังไม่ตก บ้ามาก ใส่ชุดจัดเต็ม พร็อพเต็ม โชว์เต็ม ลูกห่ามเยอะสุดๆ อะไรที่ไม่คิดว่าจะมีในคอนเสิร์ตได้ แม่งมีในนี้หมดเลย 5555
  • สรุปว่าสนุกนะ ได้ร้องเพลง ได้ฟังเพลงสดๆ ไม่เคยดูคอนต่างประเทศเลยครั้งนี้ครั้งแรก *-* (เค้าว่ากันว่ากาก้าร้องไป 21 เพลง ใส่ชุดไป 12 ชุด และนางบอกเองว่าในบรรดาเวิลด์ทัวร์ที่ไปมา นางประทับใจเมืองไทยมากที่สุด)
  • เสียดายนั่งไกลไปหน่อย ไม่ค่อยได้สัมผัสด้วยตาแบบจังๆ ถ้าอยู่ข้างหน้าคงฟินมาก (แต่ขนาดอยู่ไกลยังแหกปากร้องจนเสียงแหบ) ไว้ถ้ามีคอนอะไรแบบนี้อีกแล้วจัดที่ราชมังฯ จะพยายามหาบัตรฟรีที่แพงกว่านี้ (แสรด) — จริงๆ ถ้าให้ได้อรรถรสในการชมคอนในราชมังฯ ชั้น 1 กำลังดี ชั้น 3 ไกลเกิน
  • คนไปงานจัดเต็มกันสุดๆ ดูได้จากที่นี่ http://manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9550000064518

บันทึกไว้ ณ ที่นี้ก่อน ไว้นึกอะไรได้จะมาต่อ
ขอบคุณพี่ที่ทำงานอีตี๋ที่ไม่ไป
ขอบคุณตั๊กถั่วที่ไปเย้วๆ กะเราประสา ลิตเติ้ลมอนสะเตอร์ตลกแดก 555555

Permalink

Life is like a play

ท่ามกลางความสับสนหลายๆ อย่างในชีวิต
คืออยู่ๆ ก็กลับมาจิตตกวุ่นวายอีกแล้วว่า ชีวิตกู..ทำอะไรได้บ้างวะเนี่ย
แล้วจะเป็นยังไงต่อไป จะทำยังไงต่อไป สมมติถ้าต้องตกงาน เรามีสกิลอะไรเลี้ยงชีวิตให้มันอยู่รอดไปได้
เรามีความสุขกะงานมั้ย เรามีความสุขกะชีวิตมั้ย ที่รู้สึกว่ามันไม่เป็นสุขนี่ คิดไปเอง งอแงไปเองหรือเปล่า
จริงๆ ก็ตอบตัวเองได้พักนึงแล้วล่ะว่าคำตอบของคำถามสับสนต่างๆ นานาที่ว่ามา
ก็คือ…มันก็มีเรื่องที่เราเองไม่ถูกใจกับมัน แต่เราไม่ถูกใจกับมัน “เวอร์” ไปหรือเปล่า (ซึ่งใช่ 555)

ในภาวะที่สับสนวุ่นวายน้ำลายฟูมปาก (และโดนบ้านแบนด่านับครั้งไม่ถ้วนว่าชีวิตจะทำจิตตกไปถึงไหน)
ก็เจอข้อความนี้มาพอดี

ชีวิตมันสนุกตรงนี้ ตรงที่ต้องรักษาสมดุลย์
ระหว่างเรื่องที่เรา”ชอบ” กับเรื่องที่เราต้อง”รับผิดชอบ”

ถ้าเรารักษาสมดุลย์ไม่ได้
เราก็จะกลายเป็นเด็กไม่ยอมโตทำตามใจตัวเองไปวันๆ
หรือไม่ก็กลายเป้นผู้ใหญ่ที่เย็นชาแข็งชืด ไร้ความสุขไร้ความงดงามในชีวิต
..
เมื่อต้องเผชิญกับความรับผิดชอบ ให้ท่องคาถาอดทนไว้
และเมื่อถูกใจกับความชอบ ก็ให้ท่องคาถาบันยะบันยัง

ตาชั่งชีวิตของแต่ละคนคงมีสมดุลย์ไม่เท่ากัน
หาสมดุลย์ของตัวเองให้เจอ ชีวิตมันสนุกตรงนี้


อ่านแล้วรู้สึกว่า..มีอะไรมาส่องประกายปิ๊งๆ อยู่ในหัว *-*
ไว้สัปดาห์นี้จะไปเอาแบมบิโน่บ้านพี่แอนมาอ่าน น่าจะได้อะไรอยู่มั่ง มั้ง

Permalink

จิตตกเก็บไม่ขึ้น

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นหรือเปล่า (อาจจะเป็นแต่เป็นไม่บ่อย) แต่สำหรับตัวเอง เป็นคนที่นอยด์แล้วนอยด์นานมากเลยวุ้ย
ไม่ได้ชอบให้ตัวเองรู้สึกแบบนี้นะ แต่ไม่รู้ว่าจะผ่านเวลาแบบนี้ไปได้ยังไง
คือรู้แหละรู้ รู้ว่าเดี๋ยวมันผ่านไปเราก็จะรู้สึกดี แต่ตอนผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้ มันอึดอัดวูบๆ โหวงๆ ทรมาน บอกไม่ถูก – –

ทุกๆ อย่างที่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาในเวลานี้ หลายๆ อย่างก็มาจากจิตใจตัวเองแหละนะ
ภาวนาให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นในเร็ววัน สาธุ

Permalink

มนต์โต๊ด และ 1/9

#เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ !!!

 

  • จำได้ว่าหายไปข้างนอกราวๆ 3 ชั่วโมง อยู่ๆ กระแสเรื่องนี้ก็มาละ จริงๆ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกะใครเลย ก็เพิ่งรู้ตอนฟรีคลับเขียนบล็อกนี่แหละ – –
  • ตอนน้องมันบอกว่าจะเขียนก็ไม่นึกว่าจะฮอตหนักขนาดนี้ – – คือคนไลค์หกพันในช่วง 5 ทุ่มถึงตีสาม แล้วก็เปรี้ยง
  • เซิร์ฟล่มด้วย T_T วันนั้น @icez ไม่ด่ามาก็บุญโขแล้ว (Thzhost เค้าดีจริงๆ นะ ฮี้กับๆ)
  • ไม่คิดว่าจะมีวันที่คนเข้าเว็บเป็นแสน แต่ก็มีไปแล้ว
  • จริงๆ เรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม (?) นิดหน่อย เช่นบางคนดราม่าว่า จะคาดตาไอ้น้องโต๊ดทำไม (คือไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ นะ คาดเอาฮา) และส่วนตัวไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไปล้วงมาถึงขั้นว่า เด็กและครูอยู่โรงเรียนอะไร เพื่อนในชั้นชื่ออะไร เยอะเกิ๊น ที่เรา (เฟซบ๊อก) นำเสนอ เรานำเสนอว่ามันเป็นกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ไง แค่นี้แหละ
  • จริงๆ มีคนเขียนเรื่องนี้ก่อนเรา (และก็มีคนเขียนตามหลังเราน่ะนะ) แต่ทำไมคนมาไลค์เป็นหมื่นก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเพราะฟรีคลับมันเขียนเล่าเรื่องฮาดี ก็เป็นได้
  • บล็อกตอนนี้เป็นบล็อกลำดับที่ 2 ที่มีคนไลค์มากที่สุดในเฟซบ๊อก (ลำดับแรกอยู่ที่หมื่นแปดกว่าๆ)
  • มีสื่อ (เท่าที่รู้) เอาเฟซบ๊อกไปเป็นแหล่งอ้างอิง 3 ที่ คือ มติชน (ที่รู้เพราะ hotlink รูปเว็บตรู), คมชัดลึก (ที่นี่ให้เครดิตบล็อกเต็มๆ ปลื้มใจมาก ( T▿T)) และช่อง 7
  • ก็จบละ บันทึกไว้ว่าคนเข้าเว็บมากที่สุดที่แสนกว่าๆ เคยคิดว่าจะทำไม่ได้แต่ก็ทำได้ไปแล้ว *-* ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีอีกมั้ย (เคยคิดว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้ — หมายถึงเรื่องที่ฮอตฮิตคนไลค์เป็นพันเป็นหมื่น — แต่ก็มีไปแล้ว) ก็…รอดูไปเรื่อยๆ ละกันสนุกดี 555
  • และแน่นอน…จนป่านนี้จำนวนคนเข้าเว็บที่เสถียรก็ยังวัดไม่ได้ -.-
  • ปีนี้ตั้งใจจะเลี้ยงตอบแทน contributor ทุกคน รอไปก่อนละกันนะ

 

Permalink
Mark Zuckerberg ประกาศกร้าว “เราซื้อ Instagram แล้ว”

อ่านแล้วก็ได้แรงบันดาลใจว่า ทำโปรดักต์ให้มันดี ซักวันนึงถ้ามันกล้าแกร่งพอและมีดีพอจริงๆ มันจะมีตังค์ของมันเอง
จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ก็อย่างที่บอก มันดูได้แรงบันดาลใจดี :)

Permalink

ว่าด้วยเรื่องของ aday Bulletin และบทความ Pinterest ของพี่แอน

เล่าเรื่องหน่อย เอามาจากในทวีตก่อนเลยละกัน

 

อันนี้ความเห็นพี่แอน

จากนั้นก็มีพี่ @khaopan ที่เป็น บ.ก. มาตอบว่า

จากนั้นคุณ @Matt_Doraemon ก็โทรศัพท์มาหาเรา
ใจความจับได้ว่า

  • เค้าบอกว่า จริงๆ เค้าอยากจะสัมภาษณ์พี่แอนเรื่องพินเทอเรสแต่พี่แอนไม่มีเวลา
  • แล้วพอดีเค้าเจอว่าพี่แอนเขียนบทความแนะนำพินเทอเรสแล้ว เค้าก็เลยขอเอามาลง
  • ซึ่งเค้าอยากให้เครดิตพี่แอนว่าพี่แอนเป็นคนแนะนำแอปนี้ ก็เลยใส่ชื่อพี่แอน แต่ถ้าใส่ชื่อ iannnnn เฉยๆ คนอ่านอาจจะไม่รู้ว่าคนๆ นี้คือใคร ก็เลยเขียนไว้ว่า พี่แอนที่ทำเว็บ FAIL.in.th
  • จุดนี้เราก็ย้อนถามเค้าไปว่า เราขอถามหน่อยว่าคุณไปอ่านบทความพี่แอนมาจากเว็บไหน ซึ่งทางเค้าก็บอกว่าเค้าไม่แน่ใจ (เค้าไม่ได้พูดชื่อเว็บเรานะ) เค้าบอกว่าอยู่ข้างนอกไม่ได้เปิดคอม แต่อยากมาขอโทษก่อน
  • ซึ่งเค้าไม่คิดว่ามันจะต้องให้เครดิตซับซ้อนอะไรขนาดนั้น (เพราะเค้าขอบทความไปลงจากพี่แอน ซึ่งพี่แอนโอเค)
  • เราก็บอกไปว่า เราไม่รู้หรอก สมมติคุณคุยกะพี่แอนมางี้ แต่บทความมาจากเว็บเรา รูปจากเว็บเรา แต่มันเกิดการข้ามสเต็ปแบบนี้
  • เราก็บอกไปด้วยว่า พี่แอนมาบอกเราด้วยว่าทาง adB ติดต่อพี่แอน จะเอาบทความพี่แอนในเว็บเราไปดัดแปลงลง adB ซึ่งก็โอเค เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้รู้สึกอะไรที่เค้าให้เครดิตพี่แอน แต่เรารู้สึกว่าเฮ้ย เค้าเอารูปเราไป เค้าอ่านบทความจากเว็บเราไป แล้วเค้าบอกว่าไม่รู้อะไรงี้ เราก็ไม่รู้หรอกว่า สเต็ปของการให้เครดิตกันมันควรจะเป็นไงนะ แต่เราในฐานะเจ้าของเว็บ เราก็รู้สึกไม่ดีน่ะ
  • สรุปก็คือทาง adB เค้าก็ขอโทษมาแล้ว ซึ่งก็รับคำขอโทษไว้เนอะ แต่ก็เอามาลงบล็อกเตือนใจไว้หน่อย คือเราก็บอกเค้าไปว่า ถ้าเป็นคนอื่นโดนเหมือนๆ กะเรา เค้าก็ต้องมีบ้างแหละที่รู้สึกเฟล (คือโคตรช็อกเลยที่บอกว่าเราเป็นทีมงาน อะไรงี้ 555 T-T)

 

ก็จบแล้วล่ะ ทางคุณ @Matt_Doraemon เค้าขอโทษมา เราก็รับคำขอโทษเนอะ :) เข้าใจแหละว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร (พี่แอนสอนไว้ด้วยว่าทีหลังมีอะไรให้พูดตรงๆ ไม่ใช่อ้อมไปอ้อมมา พิสูจน์ให้แล้วว่ามันแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง ดีกว่ามาบิ๊วกันเองเยอะๆ เก๊าจะจำไว้นะฮ้าฟ T-T)

 

Permalink

กำเนิดเฟซบ๊อก

วันนี้พี่ @markpeak ส่งบทความเรื่อง Startup ที่ดีต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างมาให้อ่าน

 

ซึ่งมีทั้งของฝรั่งและก็มีบล็อกพี่ลิ่วที่เขียนคล้ายๆ กัน

อ่านแล้วก็เลยรู้สึกอยากแชร์เรื่องตัวเองบ้าง ถึงจะยังไม่ดังและไม่ได้ประสบความสำเร็จเปรี้ยงๆ ก็เถอะ (แต่ก็อย่างที่บอกในบล็อกตอนที่แล้วว่าเราค่อนข้างพอใจน่ะนะ แต่ถ้าสำเร็จได้มากกว่านี้ก็โอเค 555)

จริงๆ ที่จะเขียนก็คล้ายๆ กะที่เขียนใน About me ใน Faceblog นั่นแหละ แต่ขอเล่าอีกทีละกัน

  • ต้องเท้าความว่า เราไม่ได้เรียนสายคอม, ไม่ได้เรียนมาร์เก็ตติ้ง หรือไอทีอะไรพวกนี้เลยนะ (ไม่ได้จบถาปัดด้วย) (เราจบวิดยาฟิสิกส์ — แล้วแกจะพล่ามทำไมยาวยืด) จริงๆ เส้นทางชีวิตตอนเรียนจบของเรามี 2 ทางคือต่อโทกับทำงาน ซึ่งตอนนั้นก็ปรึกษาหลายๆ คนในเว็บฟอนต์ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำงานเถอะ จุดนั้นลังเลสองจิตสองใจมากเพราะเส้นทางมันคนละเส้นกันเลยไง ถ้าต่อโทเราก็จะได้ต่อเอกและเป็นนักวิชาการที่ไหนซักที่ (หรือไม่ก็เรียนไม่จบ แป่ว) แต่ใจลึกๆ มันบอกว่า เราสนุกกะการอยู่หน้าคอม เล่นเว็บ ทำนั่นทำนีในคอมมากกว่าไปทำแล็บมากๆ เราก็เลยมาทำงานดีกว่า
  • ที่ทำงานที่แรกเป็นเว็บการศึกษา ทีมที่ทำงานก็นำโดยพี่แอน @iannnnn นี่แหละ สนุก เฮฮา บรรยากาศไม่ได้ออฟฟิศจ๋า (ถึงจะมีดราม่าเป็นระยะๆ แต่ก็เอาเถอะ) และจุดเริ่มต้นของการศึกษาพวกโซเชียลเน็ตเวิร์กมันอยู่ตรงกัน
  • ไม่สิ … จริงๆ จุดเริ่ม มันมาจากวันนึง พี่แอนมาบอกว่าให้ทำแฟนเพจ FAIL ให้หน่อย แล้วกอปรกับว่าในที่ทำงาน (ที่ทำงานเป็นเว็บแอดมินอยู่) เค้าก็จะให้ทำแฟนเพจ, ทวิตเตอร์ อะไรงี้เหมือนกัน และพอดีว่าพอเริ่มสนุกกับการเห็นจำนวนไลค์มันเพิ่มขึ้นๆ 555 ก็ศึกษามันเรื่อยมา (ศึกษาโซเชียลนี่หมายถึง ตามว่าเฟซบุ๊กมีอะไรอัปเดต คนอื่นเค้าเล่นแคมเปญอะไรกันบ้าง อะไรงี้เลยนะ)
  • และเมื่อเวลาผ่านไปมากๆ เข้า มีความรู้อยู่กะตัว แต่ไม่เคยพูดว่าตัวเองรู้ หรือตัวเองทำได้ ก็คงจะไม่ดี (เรามีปัญหาเรื่องการพรีเซนต์ตัวเองหน่อยๆ นะ คือถ้าขี้อวดก็ขี้อวดเกินไป แล้วพอโดนตบเกรียนแตก — โดยบ้านแบน (พี่แอนบวกพี่โบว์) ปุ๊บ ก็จะกลับมาฝ่อ หงอ เอาจริงๆ ทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองรู้หรือไม่รู้อะไร ไม่อยากพูดว่าตัวเองรู้หรือเชี่ยวชาญเพราะเราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญมาก คือเราว่าการเคลมว่าตัวเองเป็นกูรูมันเหมือนมีโขนสวมหัว เวลาไม่รู้อะไรจะไม่สามารถบอกว่าตัวเองไม่รู้ได้ มันต้องมั่วไปเรื่อยๆ ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นกูรู ซึ่งมันน่ารังเกียจอะ 555 — วกไปยาว กลับมาใหม่ ก็คือพี่แอนนี่แหละยุให้ทำเว็บ
  • จุดเริ่มต้นของชื่อเว็บ “Faceblog” อยู่ในนี้ “จะตั้งเว็บใหม่ ใช้ชื่ออะไรดีคะ” ที่ใช้ .in.th ก็ไม่มีอะไร มันโดเมนว่าง 555 ก็ลงทุนจดไป 5 ปี พันกว่าๆ มั้ง
  • CMS คือ WordPress บนโฮสต์พี่แอน
  • แรกสุดมีความตั้งใจว่าจะตามแต่เรื่องเฟซบุ๊ก ก็เลยมีแต่ข่าวเฟซบุ๊ก ตีมก็ใช้ตีมเหมือนเฟซบุ๊ก (สมัยนั้น)
  • ทำเว็บได้ซักพัก (ไม่นาน) พี่ลิ่วก็บอกว่า เป็นพาร์ตเนอร์แลกฟีดกะ Blognone ได้นะ ก็เลยเป็นพาร์ตเนอร์กะ Blognone ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา >_<) (traffic คนเข้าเว็บ refer มาจาก Blognone เยอะพอควร)
  • โลโก้ออกแบบโดยพี่แอน ตอนแรกตั้งใจทำล้อเฟซบุ๊ก ก็เลยเป็นโลโก้ตัว F ใน B
  • ส่วนโลโก้ปัจจุบัน ก็ออกแบบโดยพี่แอน แต่คนทำให้มันวิ้งวั้งคือพี่บัวตูม @buatoom
    ยังคงคอนเซ็ปต์ F ใน B เหมือนเดิม แต่นุ่มขึ้น (เพราะคนทำเว็บเป็นผู้หญิง) พี่แอนบอกว่า ตัว B จะได้แทน Bluemoon ด้วย ดีๆ เอาๆ ชอบๆ >__<)
  • ตีมที่ใช้ปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนตีมครั้งที่ 2 (ราวๆ เดือนเมษาปีที่แล้ว) ตีมนี้ซื้อมา แต่ก็เอามาโมเองเยอะอยู่
    ใช้สีน้ำเงินเป็นสีหลัก แต่หลังจากเปลี่ยนตีมก็เป็นทิศทางเว็บด้วย จากเว็บเฟซบุ๊ก เป็นเว็บรวมข่าว Social Network เท่าที่จะเขียน (หรือลากคนอื่นมาเขียนได้)
  • แรกๆ จะเขียนข่าวโดยใช้สำนวนที่ลงท้ายด้วยคะขา (พี่แอนบอกว่ามันจะได้ดูซอฟต์ขึ้นกว่าข่าวไอทีทั่วไป) แต่ทนคะขาได้ไม่นานก็หาทางสว่างให้กะตัวเองด้วยการลงท้ายฮัฟฮะฮ้าบฮับอะไรไปซะ (จริงๆ ไม่ได้เป็นทอมนะ แต่คะขาแล้วมันฝืนง่ะ 555)
  • ใช้อีโมประกอบการเขียนข่าวแล้วรู้สึกสนุก + ข่าวดูเกรียนขึ้นมาก (แต่คนอ่านจะสนุกด้วยมั้ยไม่รู้ ฮา)
  • ความสุขของการเขียนบล็อกคือ เขียนข่าวไว (จริงๆ เขียนข่าวเร็วกว่าใครหลายทีละ แต่ก็มีบางทีที่ช้ามากเหมือนกัน ขึ้นกะเวลาข่าวนอกปล่อย ถ้าปล่อยตอนเช้าก็ไม่ทัน เพราะเรายังไม่ตื่น – -), มีคนอ่าน, มีคนไลค์, มีคนชอบ
  • จะทึ่งกะปรากฎการณ์ที่มีพันไลค์ หรือวันที่มีคนเข้าเว็บเป็นหมื่นมาก (เคยทำแฮทริกได้มากสุดคือหมื่นกว่า 7 วัน, คนเข้าเว็บมากสุดคือห้าหมื่น visits มั้ง ส่วนตอนนี้ก็วันละสามสี่ซ้าห้าพัน และสถิติยังไม่นิ่งเลย)
  • จะฟินมากถ้าเว็บเราไปอยู่ในเว็บข่าวนอก ปกติเอาเว็บข่าวนอกมาแปลตลอด ขอเป็นซอร์สให้เค้าบ้างเถอะ 555 (เคยลงมาแล้วทั้ง The Next Web, CNN และ Mashable
  • รายจ่ายของเฟซบ๊อกมีค่าโดเมน, ค่าตีม และค่า SSL ส่วนโฮสต์ตอนนี้เต๊าะของ @icez อยู่ (THZHosting เค้าดีจริงๆ)
  • รายรับก็พอมีบ้างเล็กๆ น้อยๆ (ไม่เยอะ) แต่ก็รวมๆ แล้วก็ถือว่ามีตังค์ก้นถุง คือไม่รู้สิ เรายังไม่คิดว่าเฟซบ๊อกเป็นธุรกิจ แต่ทุกวันนี้การเขียนบล็อกมันทำให้เราใช้ภาษาในการเล่าเรื่องดีขึ้น (หรือบ้าบอขึ้นวะ), มีคนรู้จักเรา, มีคนรู้ว่าเราทำงานโซเชียลได้เพราะเว็บนี้ เราว่ามันเป็นผลกำไรที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินก็ได้นี่เนาะ
  • ส่วนโมเดลในการบิ๊วคนเข้าเว็บ นอกจากเป็นพาร์ตเนอร์กะ Blognone ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ ไม่ได้ทำ SEO ก็ปล่อยให้คอนเทนต์มันไปของมันเอง แรกๆ อะเหนื่อยหน่อย ต้องอดทน (เราว่าเราก็โชคดีด้วยในระดับนึงน่ะนะ ฮา)
  • ถ้าเปรียบเทียบกะทฤษฎีที่พี่มาร์คเอาลิงก์มาให้อ่าน (ทั้งสองลิงก์) เราพบว่าเรื่องลงทุนน้อยอะใช่ (เราไม่คิดจะเสียตุ้งตังค์ไปมากกว่านี้ ยกเว้นบางทีที่อาจจะเผลอใจอยากให้คนดีไซน์เว็บสวยๆ มาช่วยดีไซน์เว็บบ้าง กรั้กๆ แต่ทำเองก็ได้), เรื่องจุดมุ่งหมายเว็บ เราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเล่าข่าวไปวันๆ บวกเป็นช่องทางในการบอกว่าเรารู้และเราทำอะไรเป็นบ้าง มันก็อาจจะเป็นจุดมุ่งหมายที่ไม่ชัดอะไรมาก ฮาส่วนเรื่อง Startup ที่ดีจำเป็นจะต้องมีทีมที่ดี …จะว่าไป เฟซบ๊อกก็ลากพี่ชายมาช่วยทำแอปเฟซบุ๊ก, ดูโค้ด, เขียนโปรแกรมในระดับนึง แต่เรื่องหาทีมมาร่วมสานเฟซบ๊อกนี่…ยังคิดไม่ออกว่าเวิร์กไม่เวิร์กยังไงนะ ส่วนนึงเพราะเรานึกไม่ออกว่าเราจะหาใคร (คงไม่ประกาศหา แต่ถ้าใครมีจุดมุ่งหมายอย่างแรงกล้าเรื่องโซเชียล ก็ลองมาคุยกันก็ได้มั้ง)
    จริงๆ เราเป็นคนไม่ค่อยไว้ใจคนเท่าไหร่ (อ้าวไอ้นี่) ก็เลยคิดว่า ทำไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไปก่อน (อย่างพี่แอนก็ทำฟอนต์ทำเฟลคนเดียวเลยนี่นา ใช่ม้า แต่เราอาจจะทำไม่ได้เท่าพี่แอน อันนี้ก็ใช่อีก)
    เรื่องทีมนี่เป็นโจทย์ที่ต้องไปตี แต่ตอนนี้พอใจดีอยู่ แหง่ว
  • เรื่องที่จะทำจะปั้นภายใต้ “เฟซบ๊อก” มีนะ…แต่อุบไว้ก่อนละกันเพราะมันยังไม่สำเร็จ ฮ่าฮ่า ไว้อะไรที่กะเก็งไว้ถ้าสำเร็จจะมาโม้อีกที ^^ ตอนนี้สนุกกะการเขียนบล็อกไปก่อน งึมงำงึมงำ (ว่าแล้วก็ร้องเพลงพี่ตูนอีกสักโชะ ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝันนนนน หกล้มคลุกคลานเท่าหร่ายยยย~~~~~~)

 

นึกไม่ออกแระ ไว้นึกอะไรได้จะมาอีดิตเพิ่ม

Permalink

ธุรกิจกับความฝัน

เรื่องของเรื่องคือไปอ่านใน Blognone แล้วเราสะดุดกับประโยคที่ว่า

เราเชื่ออย่างจริงจังว่า เว็บไซต์เชิงเนื้อหาจำเป็นต้องอยู่รอดในทางธุรกิจ เพื่อให้เว็บดำเนินกิจการไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว (ไม่ใช่งานบุญหรืองานอาสาสมัครที่เบื่อแล้วก็เลิกกันไป)

ซึ่งมันมาบังเอิญสอดคล้อง (ก็ไม่ซะทีเดียว แต่ก็พอจะเหมารวมเข้าด้วยกันได้) กับบล็อกของพี่เม่น ที่ก็ไม่ได้พูดตรงๆ เหมือน Blognone แต่พูดว่า จะทำความดี (จริงๆ ทำเว็บนี่ก็ไม่ใช่การทำความดีซะเท่าไหร่) มันต้องมี Business Model มารองรับ

……….ใช่ เรากำลังคิดถึงเฟซบ๊อก แล้วเรามีแผนอะไรวะ ไม่มีห่าอะไรเลย 5555

เราไม่รู้ว่าเราคิดถูกมั้ยนะ แต่สิ่งที่เราคิดตอนนี้ (และอยากบันทึกเอาไว้ เผื่อความคิดเปลี่ยนหรืออะไรยังไง จะได้รู้ว่าตอนนี้คิดแบบนี้) ก็คือ

  • เราค่อนข้างพอใจกับเฟซบ๊อกที่เป็นทุกวันนี้ (จำนวนคนเข้าไม่น่าเกลียดมาก ก็มีเกินสองพันทุกวัน บางเดือนก็ชะลูดปรู้ดปร้าดก็ว่ากันไป)
    เราค่อนข้างพอใจกะที่มันเป็นอยู่
  • เฟซบ๊อกมีรายได้ในระดับนึง (ไม่มาก) แต่ก็ไม่ได้เป็นเว็บที่รู้สึกว่าเราลงทุนอะไรไปมาก สิ่งที่เราลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นลงแรง (และว่าก็ว่าเถอะ เราคิดว่าเราก็ถึกในระดับนึงนะที่ลากมันยาวมาถึงขนาดนี้ได้ เขียนคนเดียวอะไรงี้ และก็ยังไม่รู้สึกเบื่อหรืออยากเลิกทำเว็บเลยสักนิดเดียว)
  • สิ่งที่ได้นอกเหนือจากเงินคือมีคนรู้จักเรา เฟซบ๊อกเป็นตัวการันตีความรู้ของเราได้ในระดับนึง คือถ้าไม่มีเฟซบ๊อก แค่พอร์ตที่บอกว่าเราเคยดูแลแฟนเพจงั้นงี้ มันก็อาจจะไม่พอ
  • มีคนถามเราว่า เราทำเว็บยังไงให้คนเข้า, คำตอบคือเราไม่ได้ทำ SEO, เรามีโมเดลหาโฆษณายังไง คำตอบคือไม่มี แต่ถ้าใครจะติดต่อมาและไม่ฝืนธรรมชาติคนอ่านมาก เราเก้าะโอเค, เราจะมีโมเดลธุรกิจมั้ย ไม่มีว่ะ ทำไม่เป็น -__-

สรุปก็คือลากยาวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีความรู้มากกว่านี้ หมายถึงมีความรู้ในการจัดการนั่นนี่มากกว่านี้ ทุกวันนี้เราว่าชีวิตเราคิดนั่นคิดนี่ได้ฟุ้งกระจายมาก แต่ไร้วิสัยทัศน์ที่จะตบมันให้เข้าเป็นก้อนๆ ช่างเป็นสกิลที่ยากเย็น

ก็ลองไปเรื่อยๆ ละกัน แถกสีข้างไปเรื่อยๆ ไหนๆ ก็เล่นมวยนอกสังเวียน เป็นเด็กนอกสังกัด เป็นมวยวัดแบบอินดี้ไม่มีพวกอยู่แล้วนี่นะ อั้ยย่ะ สู้ต่อไปทาเคชิ!

ป.ล. เอาเข้าจริงเราก็เพิ่งกระโดดลงมาคลุกวงดิจิตัลนะ (จะเรียกอะไรดี โซเชียลดีไหม) แบบ…ไม่รู้ ไม่มีสกิลห่าเหวอะไรมากมาย ทุกวันนี้ยัง งง งง แต่ก็เอา สู้ไปเรื่อยๆ หวังว่าในปีสองปีนี้น่าจะเป็นดักแด้ผลัดใบได้บ้างเถอะเนอะ

ป.ล. 2
เราชอบเพลงความเชื่อของบอดี้สแลมมาก
ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป
โคตรจริงเลยอะ โคตรจริงและโคตรใช่เลย โอ๊ทส์!

Permalink

Facebook Pages ที่อยู่ในมือตอนนี้

จริงๆ มีแฟนเพจที่สร้างมาเยอะมาก (เกินสิบ) แต่เอาที่อยู่ในมือตอนนี้ละกันว่ามีอะไรบ้าง เอาแค่งานทำเล่นๆ นะ

1. FAIL.in.th (77,xxx likes)

เฟลเป็นเพจแรกที่สร้าง และทำให้เรากระโดดเข้ามาคลุกวงโซเชียลเต็มตัว
ขอบคุณพี่แอน @iannnnn มากมากมากมากมากกกก
ถ้าไม่มีพี่แอนก็อาจจะไม่เบนเข็มมาทางนี้ และก็อาจจะไม่มีเฟซบ๊อกในตอนนี้ก็ได้

2. มั่นใจว่าคนไทยหลายคนเบื่อข่าว “ฟิล์ม แอนนี่” (7xx likes)

เป็นเพจเดียวที่สร้างโดยใช้คำว่า “มั่นใจ”
ฮาดี ล่าสุดก็ยังมีคนมากดไลค์คนสองคนให้เห็น -.-

3. กระสอบทรายไทยแลนด์ (2,3xx likes)

ไอเดียมาจากพี่แอน จริงๆ พี่แอนอยากให้เป็นโชว์เคสการก่อกระสอบของแต่ละบ้าน แต่ดันตีโจทย์ผิดว่าเป็นเพจรวมนวัตกรรมของคนไทยในวิกฤตน้ำท่วม
ก็เลยเอาสองแกนไอเดียมาปนๆ กันซะเลย 555

เพจนี้เคยได้ลงหนังสืออะเดด้วยนะ ปลื้มมากกก >___<

4. Faceblog.in.th (16,xxx likes)

เพจเว็บเค้าเอง
ปีแรกคนไลค์ไม่เยอะมาก ห้าพันกว่าๆ
พอเจอเอฟเฟกต์อวาตาร์ปลาไหล คนก็ไลค์เพิ่มอีกสามพันในคืนเดียว
และจำนวนไลค์ก็พรวดๆ อย่างที่เห็น ฮา

5. TwTemo (2,3xx likes)
เพจนี้ตั้งมาไม่นาน ตั้งมาตามทวิตเตอร์ @TwTemo สร้างโดยพี่แอน (อีกแล้ว) แต่ตอนนี้โอนถ่ายมาเป็นกรรมสิทธิ์เค้าเรียบร้อยแล้ว ฮ่าๆ

จุดอ่อนของเค้าคือคิดชื่ออะไรซักอย่างได้ห่วยแตกมากถึงมากที่สุด (ชื่อ TwTemo นี่ซ้วยสวย)

6. I listen Thai Songs (5,xxx likes)
ที่เขียนมานานนี่คืออยากอวดเพจนี้แหละ ฮ่าๆๆๆ
เป็นเพจที่ทำมานานมากแล้วววว ทำมาสนองนี้ดตัวเองล้วนๆ โพสต์เพลงบ้าๆ บอๆ ไม่เน้นกระแส อยากโพสต์ไรก็โพสต์
สามปีได้มาห้าพันไลค์
กับเพจที่ไม่เคยไปสแปมโปรโมตในเพจอะไร (ยกเว้น suggest เพื่อนๆ ในตอนสร้างครั้งแรก) มาได้ขนาดนี้ เราก็ดีใจมากๆๆๆ แล้ว
เป็นงานที่ไม่ได้ตังค์ ไม่ได้กำไรอะไร แต่การได้จำนวนไลค์ คือความสุข ฮ่าๆๆๆ

วิธีดูแล Facebook Pages ของเรา

  • เราไม่เคยไปฝากเพจตัวเองไว้ในเพจคนอื่นนะ ปล่อยให้เพจมันโตด้วยตัวมันเอง (จริงๆ ก็มีแอบยักย้ายโปรโมตผ่านเพจในมือบ้าง เช่น โปรโมตเฟซบ๊อกในทวีตอีโมไรงี้ 5555 แต่น่าาา นานๆ ที้ย์ย์)
  • หัวใจหลักของเพจคือความสม่ำเสมอของเนื้อหา การทักทายเช้าสายบ่ายเย็นช่วยได้แค่นิดเดียว สำคัญคือเนื้อหาของเพจ ถ้าคนที่เค้าชอบเพจเรา เค้าจะกดไลค์เอง
  • เพจที่ฮาๆ จะมีคนกดไลค์ง่าย (แหงสิ)
  • เพจที่โพสต์อะไรเข้ากระแสและ “เร็ว” จะมีคนไลค์เพิ่มขึ้นเยอะ
  • อัตราการไลค์ของคนขึ้นกับจำนวนไลค์ของเพจที่มีอยู่ด้วย เช่น กว่าจะได้ 1000 like อาจจะใช้เวลาเป็นปี แต่ช่วง 1001-2000 like จะใช้เวลาน้อยกว่านั้นแน่นอน (แต่ต้องโพสต์คอนเทนต์สม่ำเสมอนะ
  • วิธีของเราจำนวนไลค์จะไม่ได้มาเร็วมาก แต่เป็นจำนวนไลค์ที่ค่อนข้างยั่งยืนนะ
  • ใช้ “ใจ” ทำด้วยใจรัก เดี๋ยวก็มีคนชอบเองแหละ ^^

แค่นี้แหละ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต (จะเห็นว่านี่ไม่พูดถึงเพจที่รับจ้างทำเลยนะ ใช้ใจทำล้วนๆ ฮ่าๆ) แต่ถ้าใครเห็นสไตล์เราแล้วอยากได้เพจราวๆ นี้ ไม่เอา kpi มาคาดคั้นมาก ไม่ได้ต้องการคนกดไลค์แบบเร็วๆ แต่เป็นจำนวนไลค์ที่ยั่งยืน ก็จ้างมาได้นะฮะ ( ´ ▽ ` )ノ ♥

Permalink

ตรรกะแบบนี้ บางทีเราก็ไม่เข้าใจ

มีตรรกะอยู่บางข้อ ที่บางทีเราก็ใช้มันในการดำเนินชีวิต หรือใช้มันในการบอกใครสักคน แต่บางทีเราก็ไม่เข้าใจตรรกะแบบนี้นะ

เอาน่ะ ใครๆ เขาก็ทำกัน / ใครๆ เขาก็เป็นเหมือนๆ กัน
มันเป็นประโยคที่เข้าใจยากพอๆ กับคำว่า “ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ” เลยนะ
หลายๆ ครั้งที่มีคนสงสัยอะไรที่มันแตกต่างออกไปจากสิ่งที่สังคมยึดถือปฏิบัติ
คนนั้นจะถูกมองว่าเป็นแกะดำโดยอัตโนมัติ หรือไม่ก็มีคำพูดราวๆ ว่า
“ใครๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ”
“ใครๆ เขาก็ทำกัน”

หลายๆ คนยอมยัดเงินให้ตำรวจจะได้ไม่โดนใบสั่งเพราะมันง่าย ตำรวจก็รับ ใครๆ เขาก็ทำกัน
คนหลายๆ คนไปรอรถเมล์ก่อนถึงป้ายรถเมล์ เพราะรถเมล์จอดรับ และใครๆ เขาก็ทำกัน

คนที่ไม่ทำ ไม่อยากทำ หรือสงสัย ก็คงจะถูกสังคมแอนตี้โดยอัตโนมัติ
หรือไม่คนๆ นั้นก็จะมีชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้นทั้งๆ ที่สิ่งที่เค้าทำ
มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูก
แต่มันดันกลายเป็นสิ่งผิดเพราะคนหมู่มากไม่ยอมทำ
เพราะกฎหมู่ มันสำคัญที่สุด

สมมติกำลังเหน็ดเหนื่อยกับงานที่ทำ งานแม่งเยอะแยะไปไหน
“เอาน่ะ ชั้นก็เหนื่อยเหมือนแก”
“เอาน่ะ คนอื่นก็งานหนักไม่น้อยไปกว่าเธอ”
ประโยคนี้มันจบลูปที่เรื่องอะไร มันจบที่คนที่พูดว่างานเราช่างหนักหนา มีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทาง
– ทำใจและยอมรับ เพราะคนอื่นก็งานหนักเหมือนๆ กัน
– ลาออกไปหางานที่ใหม่ทำ (แถมไม่รู้ว่าไปที่ใหม่งานอาจจะหนักกว่า ซวยไปอีก)

แม่งยาก
โลกนี้ชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน….

ปอลอ ทั้งหมดนี้ไม่มีนัยแอบแฝงเรื่องการเมือง และทั้งหมดในนี้เป็นเรื่อง “สมมติ”

Page 10 of 14« First...89101112...Last »