18 : จากหาดใหญ่ถึงกรุงเทพ
เขียนไว้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2550
7 วันก่อนการกลับกรุงเทพ 555
ใกล้จะกลับแล้ว รู้สึกว่าไวมาก
ระยะเวลา 2 เดือนกว่าๆ ที่อยู่ที่นี่
เป็นระยะเวลาที่นานที่สุดที่มีโอกาสได้มาอยู่กรุงเทพ
และแน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าที่สุดช่วงหนึ่งเช่นกัน
ได้ทำตัวเป็นคนกรุง มีชีวิตแบบเมืองกรุง
มันก็ได้รสชาติไปอีกแบบ
แต่ก่อนตอนมากรุงเทพ
จำได้ว่ามีชีวิตแบบสบายมาก
ไม่เคยขึ้นรถเมล์เลย 555
ไปไหนก็มีคนไปส่ง
หรือถ้าจะเดินทางเองก็รถไฟฟ้า ใต้ดิน แท็กซี่
แต่มาที่นี่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนเอง
ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นรถเมล์ (เคยเป็นลมด้วย โคตรอาย)
หลังจากที่มาอยู่ 2 เดือนกว่า
พอจะได้ข้อสังเกตต่างๆ ที่เกี่ยวกับความแตกต่างที่เจอ ดังต่อไปนี้
(ปล. อาจจะจัดแบ่งข้อได้ไม่ดี
และบางข้ออ่านแล้วอาจจะรู้สึกสะกิดหัวใจหน่อยๆ
ก็ถือซะว่าเป็นความเห็นส่วนตัวอะนะ ไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่ประการใด *-*)
1. ที่นี่รถติด 55555555
มันเป็นเสน่ห์ (?) ของกรุงเทพไปแล้วหรือไร
แม้กระทั่งฝรั่งก็ยังรู้ว่าที่กรุงเทพรถติดมาก
ขนาดมีขนส่งมวลชนทั้งรถเมล์เอย บีทีเอสเอย ใต้ดินเอย
รถก็ยังติดยันเต ไม่เบื่อกันบ้างหรือไง
จากที่ได้ไปทำงานที่ห่างจากที่อยู่ประมาณหลายกิโล (ไม่เคยนับ)
คือจากลาดพร้าวไปถนนวิทยุน่ะนะ
ต้องตื่นประมาณ 6 โมงกว่า (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะไม่ได้ตื่นเช้าแบบนี้มานานแล้วแม้กระทั่งไปเรียน — เอ้อ ยกเว้นตอนเรียน 7 โมง
แต่พอตูเลิกงานแล้วกลับมานอนเล่นนอนอืดไปวันๆ ก็ตื่นสายอยู่ดี กะว่าจะสั่งสมนิสัยนอนเร็วตื่นเช้าซะหน่อย แง่ง)
เดินทางประมาณเกือบๆ 7 โมง นั่งรถกะป๊อออกมาปากซอย นั่งรถเมล์แล้วไปต่อ bts แล้วเดินต่อ
ใช้เวลาไปประมาณเกือบสองชั่วโมง
ยิ่งอีตอนกลับนะ รถผ่านเซนทรัลลาดพร้าวแล้วก็ติดแหง็ก แบบสุดๆ จรืงๆ
สรุปว่าใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
1 ใน 6 ส่วนของวันเลยทีเดียว ไม่น้อยเลย
ขนาดจากลาดพร้าวมาเกษตรนี่..เกือบชั่วโมง
ถ้าเป็นระยะทางเดียวกันที่หาดใหญ่ 15 นาทีก็ถึง
แต่มันก็ฝึกนิสัยคนกรุงเทพให้รู้จักวางแผนละมั้ง
ถ้าไม่เผื่อเวลาเอาไว้ก็คงจะไปสายแน่ๆ
2. ที่นี่มีความศิวิไลซ์และกันดารแบบสุดๆ อยู่ด้วยกัน
คือมีทั้งเมืองสุดๆ และบ้านนอกสุดๆ
มีรถกระบะขายผักขายเนื้อวิ่งไปตามปากซอย
มีชุมชนชนบท (เยอะนะ)
แต่มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อันนั้นอันนู้นอันนี้มากมาย
(ความเห็นส่วนตัว — เราว่าคำว่ามาบุญครองนี่ฟังบ้านนอกๆ นะ แต่เค้าเรียกกันว่า mbk ใช่มั้ย)
3. ที่นี่ค่าครองชีพสูง
อาจจะเป็นเพราะนิสัยการใช้การกิน
เคยอ่านหนังสือเค้าบอกว่ารายได้ของคนกรุงเทพนี่ส่วนนึงหมดไปกะการเที่ยว พบปะสังสรรค์เป็นส่วนมาก
ทำให้นึกถึงหาดใหญ่กะสงขลา — คนสงขลารวยนะ แต่เค้าไม่ค่อยเที่ยวกัน มีห้างสรรพสินค้าก็น้อย ไม่เหมือนหาดใหญ่ที่มีแต่สถานเริงรมย์
ห้างสรรพสินค้าที่นี่แม้กระทั่งบิ๊กซียังมีโรงหนัง — ที่หาดใหญ่ไม่มี
นอกจากจะมีโรงหนังยังต้องมีร้านฟาสต์ฟู้ดมาประชันขันแข่งกันอย่าง เคเอฟซี พิซซ่าฮัท บลาๆๆ (รู้ๆ กันอยู่)
เป็นอะไรที่คิดว่าสิ้นเปลืองมาก แต่ก็เห็นคนเยอะทู้กกกก..วัน
เออ มีพวกร้านเค้ก (เช่นกาโตว์ ปังช็อกอร่อยมาก) และก็ร้านพวกที่ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดแต่เป็นร้านอาหารติดแอร์เยอะด้วย
มาอยู่กรุงเทพนี่ เอะอะก็ดูหนัง เข้าห้าง ==
เปลืองตังค์อย่างรุนแรงเลยเย้ยยยยย
4. ที่นี่ชาเย็นไม่อร่อย
อาจจะเป็นอคติส่วนตัว แต่ไม่ค่อยชอบกินชาเย็นที่นี่
มันเป็นชาสีส้มๆ ออกน้ำตาลเข้มๆ น่ะ
ชอบกินชานมแบบที่เคยกิน (นึกภาพชาลิปตันก็ได้)
5. ที่นี่มีร้านขายน้ำปั่น น้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น กาแฟโบราณ ชาโบราณ เยอะมาก
เยอะพอๆ กะร้านลูกชิ้น หนมโตเกียวทีเดียวเชียว
(อ้อ หนมโตเกียวที่นี่ถ้าไส้ครีมมีแต่สีเดียวคือสีเหลือง แต่ที่หาดใหญ่ที่เจอ มีสีเขียวใบเตยกะสีส้มสังขยาด้วย)
6. ที่นี่ขายกล้วยปิ้งกันเยอะมากเลยว่ะ
มันอร่อยตรงไหนเหรอ - -
7. ที่นี่ขายผลไม้เยอะ แล้วก็ผลไม้มักจะอร่อยด้วย
เช่นชมพู่ ที่หาดใหญ่นี่ จิดไม่เป็นสับปะรดเลย (แน่สิ ก็เป็นชมพู่นี่)
แต่ที่ร้านขายผลไม้นี่ส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำปลาหวาน
ถ้าซื้อมะม่วงจะได้แต่พริกเกลือมาอย่างเดียว (ไม่เหมือนหาดใหญ่)
ถ้าอยากกินมะม่วงกะน้ำปลาหวานต้องไปซื้อร้านขายมะม่วงน้ำปลาหวานเลย ไม่ใช่ร้านขายผลไม้
(อ้อ ที่นี่มีขายสาลี่ ส้มเช้ง อะไรแบบนี้เป็นแพ็คๆ ด้วยนะ เจ๋งดี ที่หาดใหญ่ไม่มีหรอก มีแต่ขายเป็นกิโล แล้วก็แพงด้วย)
8. ที่นี่มีดงร้านอินเทอร์เน็ตเยอะมาก และถูกมาก (ชั่วโมงละ 10 บาท ที่หาดใหญ่ 20)
แต่ permission ห้ามสารพัดสารเพ
ห้ามคลิกขวา ห้ามโหลดไฟล์ ห้ามใช้ flashdrive แง่งๆ
แต่ร้านเน็ตที่นี่ยังกะดงซ่องสุม
open all day all night
มีส้วม มีน้ำ มีขนม
มีสั่งข้าวได้
เก้าอี้เป็นแบบหนานุ่มน่านอน
== เป็นแหล่งกินอยู่อย่างดี
ถ้าใครจะตายคาจอตูก็ไม่แปลกใจแหละ
อ้อ สังเกตว่าร้านเน็ตกรุงนี่จะไม่มีหูฟังนะ
มีแต่ลำโพงเปิดเสียงเกมประสานเกมยังกะออเคสตร้า
บางทีก็มีเสียงเพลงลอยมาให้รำคาญกันเล่นๆ
9. ที่นี่ข้าวแกงแพง
แต่บางที่ก็ถูก
10. อาหารที่นี่ค่อนข้างหวาน
ต้มยำมีพริกปนอยู่เยอะมาก
11. (เอ๊ะ หลังๆ มีแต่เรื่องของกิน บอกได้เลยว่าไอ้คนเขียนนี่เจริญอาหารมากแค่ไหน น้ำหนักขึ้นมาหลายโลแล้ว)
ที่นี่ไก่ทอดเยอะนะ โดยเฉพาะหน้ารา (ถิ่นเด็กใต้)
แล้วมักจะเขียนว่าไก่ทอดหาดใหญ่
ทั้งๆ ที่รสชาติไม่เหมือนกันเลยซักนิด
หาดใหญ่อร่อยกว่าเยอะ (พูดแบบวอนตีนมาก 555)
เฮ้ย รสชาติไม่เหมือนกันจริงๆ
แล้วแบบไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนกรุงเทพเค้าถึงคิดถึงหาดใหญ่แล้วต้องคิดถึงไก่ทอดตามไปด้วย
ทำไมยะ เขียนว่าไก่ทอดกรุงเทพเนี่ยมันจะไม่อร่อยแล้วขายไม่ออกเรอะ???
12. ที่นี่มีขายหมูทอดกันแบบเป็นล่ำเป็นสัน
ปีกกลางทอด เอ็นไก่ ซี่โครงหมูไรเงี้ย
แล้วก็ขายข้าวเหนียวกันเป็นถุงแล้วก็น้อยมาก (ไม่มีหอมเจียวด้วย)
คือที่เอามาเล่าเนี่ย คือมาเปรียบเทียบให้ฟัง
ไม่ได้คิดจะบอกว่าที่ไหนดีกว่าที่ไหน
คือคิดว่ามันแตกต่างกัน แล้วแต่ละที่มันก็มีดีในตัวของมันเอง
โดยส่วนตัวพอใจกะการมาใช่ชีวิตช่วงนี้มาก
เป็นช่วงนึงที่เรียกได้ว่ามีความสุขในชีวิตเลยทีเดียว
หลังจากที่คิดว่าตัวเองไม่มีความสุขมาหลายต่อหลายครา
จริงๆ นะ คือมานี่ ได้เที่ยว ได้เล่น ได้สบายใจ
กล้าพูดจริงๆ ว่า “ฉันมีความสุข”
ถึงจะมีเรื่องทุกข์ถนัดมาแทรกมั่งพอเป็นกระษัย
แต่ก็พอจะทำใจลืมๆ มันไปได้มั่ง
ได้มีโอกาสมาเปิดหูเปิดตา
ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตสาวออฟฟิศ (ถึงตูจะเอียนกะมันมากก็เหอะ มีแต่เรื่องเกลียดขี้หน้ากัน นินทากัน ทำดีเอาหน้า)
ได้โหนรถเมล์ (จนเป็นลม)
มาที่นี่จามวันละไม่ต่ำกว่าสี่รอบ จมูกมีแต่ฝุ่นควัน แต่พอเริ่มชินก็ต้อวโบยบินกลับถิ่นเก่า T^T
ได้มาเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คุยเล่นหัวกันในอินเทอร์เน็ต
ได้มามีกิจกรรมร่วมกันมากมาย
และอีกหลายต่อหลายอย่างที่เป็นความทรงจำ
ขอบคุณมากค่ะ
สัญญาว่าจะพยายามไม่ลืม
กลับไปนี่คงต้องไปทำหน้าที่ลูกที่ดีและนักศึกษาที่ดีละค่ะ
เอาเงินประเทศมาเยอะแล้ว ถึงคราวที่ตูต้องทำอะไรเพื่อความอยู่รอดของตัวเองซะที
ไม่ใช่สักแต่ทำตามใจตัวเองไปวันๆ
คงเข้าไปปั่นบอร์ดน้อยลงค่ะ คือไปโผล่ในบางกระจู๋เท่านั้น
(ในฟอนต์เค้าเรียกกระทู้ว่ากระจู๋น่ะนะ)
ในชีซ่าก็คงยังโผล่ไปอยู่ (แน่สิ รับสินบนมาละนี่)
ถึงจะไม่ได้ไปญี่ปุ่นแบบเจ๊ปุกแต่ก็คิดถึงกันบ้างเถอะนะ ซักนิดก็ยังดี *-*
(นี่คือสั่งลาล่วงหน้าเลยนะ เปิดเทอมเมื่อไหร่ต้องหักใจหักดิบซะที อ๊ากกกกกกกกกก ไม่อยากเลยโว้ย)
_________________________________________________________
ล่าสุด
ตูก็ยังปั่นบอร์ดเหมือนเดิม

แต่ไม่ถึงขั้นบ้าคลั่งนะ คิดว่างั้น
ตารางเรียนจากที่คิดว่าลงไม่เกิน 20 หน่วยแน่ๆ
แต่ดันลงไปเต็มสตรีม (อีกแล้ว)
เครียดๆ เรื่องเกรดเหมือนกัน เพราะเทอมนี้จะมัวเล่นไม่ได้อีกแล้ว
สัปดาห์แรกมันยังไม่มีอะไรมาก
แต่สัปดาห์หน้าก็เริ่มทำงานละ
แุถมแต่ละวิชา มีคะแนนการบ้านทั้งน้านนนนนนนนนนนนนนนน
นี่ตูเรียนประถมหรือมหาลัยกันแน่ใจ
แต่ยังไงก็ต้องไฟต์ขาดใจ ย้ากกกกกกกกกกก
June 10th, 2007 at 2:23 pm
หลังๆมีแต่เรื่องของกินจริงๆด้วย
กรุงเทพตอนรถไม่ติดก็มีนะ อย่างตอนเช้ามืดเงี้ย
มันเลยทำให้พีชต้องตื่นเช้าไปรร. เพื่อที่จะหนีรถติด
ชาเย็นที่นี่ไม่อร่อยจริงๆ เห็นด้วย
มันหวานเกินไป เหมือนชาผสมน้ำเชื่อม ?
แต่ก็ไม่รู้ว่าชาเย็นจริงๆ แบบอร่อยๆเป็นยังไง
แค่รู้สึกว่ากินแล้วไม่ถูกปากเท่านั้นเอง
( ร้านน้ำปั่น กล้วยปิ้ง โตเกียว ผลไม้ หมูทอด ไก่ทอด
)
แค่หน้ารร.พีช ก็มีหมดทุกร้านแล้ว
อยากลองไปใช้ีชีวิตตจว.ดูบ้าง .. :10:
June 11th, 2007 at 1:57 pm
:20: เดือนจริงๆ ที่บ่นมาเยอะแยะ ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นของกินซินะ
ชีวิตคนเมืองก็รีบเร่งอย่างที่เดือนว่านั่นแหละ รสชาติของกิน ขนม หลายๆอย่างมันก็เลยถูกเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพของคนกรุง เลยดูเหมือนว่าสิ่งดีๆ รสชาติเด็ดๆมันต้องแพงและเข้าไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น
เดือนมาอยู่แค่สองเดือนเอง ถ้าอยู่ต่ออีกให้ครบหกเดือน เดือนคงไม่บ่นอะไรเยอะขนาดนี้ก็ได้ แต่ก็เท่านั้นแหละ จะมีที่ไหนดีเท่าบ้านเกิดตัวเองคงหาไม่ได้แล้วหละ :19:
June 13th, 2007 at 5:53 am
อ่านแล้วตลกดี มองย้อนไปถึงตัวเองตอนเรียนเลย
มาอยู่กรุงเทพฯ ห้าปีก็ยังรู้สึกได้เลยว่ามันยังไม่ใช่ที่ของเรา
เพราะแค่เปิดประตูห้องออกไป หันมาคล้องกุญแจ
โลกข้างนอกห้องก็ไม่มีใครให้ไว้ใจได้อีกแล้ว
..
แต่ก็อย่างว่าแหละนะ
เท่าที่อ่านๆ มานี่รู้สึกจะเหมารวมไปหน่อยว่ากรุงเทพฯ เป็นยังงั้นยังงี้
นั่นก็เพราะสองเดือนที่ผ่านมาเดือนเจอแต่แบบนี้ล่ะสิ (ที่เจอบ่อยมากคือของกิน!!)
กลับกัน ตอนที่พี่มานี่ (เอาตอนเรียนละกัน) วันๆ เจอแต่ร้านหนังสือกับห้องสมุด
แล้วก็ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเย็นๆ ไปนั่งวาดรูปเล่น เขียนบันทึกเล่นมันริมแม่น้ำนี่แหละ
บางวันก็ถือกล้องไปเดินตรงสถานีรถไฟธนบุรี ถ่ายรูปหมาแมวที่นั่น
หรือไม่บางวันก็ไปเดินเล่นในธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เดินดูว่าเขาทำกิจกรรมอะไรกันมั่ง ชีวิตวนเวียนอยู่แค่นี้จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ ของพี่ก็มีอยู่แค่นี้จริงๆ
(ออกจะเป็นกรุงเทพฯ ที่เหงาสักหน่อยนะ ไม่ได้เจอรถติดแบบเดือน)
ดีเหมือนกันนะ ได้อ่านกรุงเทพฯ ในมุมมองของข้าพเจ้า แบบนี้
รู้สึกเลยว่าตัวเองโดนความเป็นกรุงเทพฯ กลืนกินวิญญาณลงไปทุกที
เพราะว่ารู้สึกว่าชาเขียวชานมหรือกาแฟโบราณที่เขาเข็นขายเนี่ย มันถูกปากชิบเป๋ง!
.
ป.ล.
หา ตะกี้บอกว่าไปไหนมาไหนเองเหรอ
อ๋อ.. ไปคนเดียวเหรอ … อ๋อ..
ใครจะไปเชื่อ อย่ามามั่ว!
June 24th, 2007 at 5:36 pm
เดือนไม่ชอบกล้วยปิ้งเหรอ
ที่จริงมันก็อร่อยนะ
แต่ไม่เห็นรู้สึกเลยว่าร้านกล้วยปิ้งเยอะน่ะ
(ก็แหงหละ วันๆอยู่แต่ในรูหมายเลข 26 จะไปเห็นอะไร้)
ป.ล.
เพิ่งมาตอบ
เพราะเพิ่งเข้ามาอ่าน..
อะไรนะ.. ช้าไปมั้ยเหรอ..
ไม่ม้างง..
หะหะ ขอโต๊ดดดๆ