Post Format

วิถีชะนี

ไม่ได้เขียนบล็อกมานานจัง คิดถึงนะเตง
อัปเดตชีวิตคร่าวๆ หลังจากไปต่อคิวซื้อบัตรพี่อดัม ก็ได้ดูพี่อดัม ได้เที่ยวญี่ปุ่น ได้เลื่อนขั้นเป็นเมเนเจอร์ (ซึ่งเอาไว้จะเขียนถึงถ้ามีอารมณ์)

เอาเป็นว่ามาพูดเรื่องวิถีชะนีกันก่อน
สิ่งที่ทำให้นึกถึงเรื่องนี้คือตอนอาบน้ำก็คิดถึงเครื่องสำอาง และยอมรับแล้วว่าเป็นคนบ้าเครื่องสำอาง (ซึ่งมันมาแทนการบ้าริลัคคุมะ เวรกรรมจริงๆ) และ ทำไมถึงบ้าเครื่องสำอาง เคยเขียนบล็อกยังวะ เคยเขียนเรื่องแต่งหน้ายังวะ (ย้อนดูก็พบว่าเคยเขียนแล้ว) แต่ก็อยากย้อนคร่าวๆ ว่าด้วย การกลายร่างเป็นชะนีปลอมๆ (คือสามารถแต่งตัว แต่งหน้าด้วยตัวเองได้ และอยู่ในฝูงชะนีได้แนบเนียนอยู่ แต่เนื้อแท้นั้นยังเข้าฝูงไม่ได้ เพราะยังมีความเนิร์ด ห้าว และอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่นิสัยผู้หญิงเหมือนกัน) เริ่มเกริ่นยาวแล้ว อะต่อ

ลืมแล้วว่าเคยเขียนเรื่องแต่งหน้าเท่าไหร่ยังไง เอาเป็นว่าจะพูดถึงในแง่ของการดูแลตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวัยทำงาน ไม่เคยดูแลตัวเอง ดูแลตัวเองในที่นี้คือ เสื้อ ผ้า หน้า ผม บุคลิก คืออะไร ไม่สนใจ พอจะอยู่ได้ด้วยหน้าตา คือมันก็ไม่ได้ดี แต่เอาเป็นว่าโดนเรียกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ทุกระดับชั้น ประถม มัธยม มหาลัย และถ้าว้อนน่าบีจะเป็นดาวคณะ นี่ก็คิดว่าเป็นได้ แต่ไม่ยอมเป็น เพราะติดเกม ย้ำ ไม่ได้คิดว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ไม่ได้คิดว่าหน้าตาแย่ขนาดนั้น ถ้าแย่เค้าคงไม่เรียก อะไรงี้ถูกมะ ซึ่งตอนนี้มาคิดๆ ยังคิดเลยว่าถ้าตอนนั้นมีวิถีชะนีในร่างบ้างจะเป็นยังไงนะ อย่างน้อยๆ คงไม่ปล่อยตัวเองอ้วน และอาจจะมีแฟน งี้รึเปล่า แต่ก็คิดไปงั้นแหละ คนเรามันย้อนอดีตไม่ได้

สมัยมหาลัย ถ้ามีกิจอะไรที่ต้องแต่งหน้า ก็จะมีเพื่อนแต่งให้ หรือพีกะเทยแต่งให้ ก็หลั่นล้าตามสภาพ

หลังจากผ่านชีวิตมหาลัยแบบเด็กเนิร์ดๆ เรียนวิทย์ฟิสิกส์ผ่านเส้นทุนร่อแร่ มาทำงานที่แรก ก็หาได้มีความนีในตัวไม่ ตอนแรกกฺ็มีไปซื้อเสื้อกระโปรงอะไรแบบนี้อยู่ แต่จำได้ว่าสภาพตอนลาออกคือ เสื้อยืดฟรี กางเกงขาบานจากยูเนียนมอล และรองเท้าอุ้งตีนหมี..ใช่ รองเท้าอุ้งตีนหมี ได้อิทธิพลจากอีพี่แอน ก็ใส่สบายดีนะ… อะไรงี้ นึกย้อนไปก็เวทนาตัวเอง 55555 แต่จะเอาอะไรรรร กับชีวิตที่เงินเดือน 11,000 บาท ชีวิตในตอนนั้น จะกิน mk หรือซูชิ ยังยากเลย 55555 แล้วดูตอนนี้..

มาทำงานที่ที่สอง ดิจิตอลเอเจนซี่ ก็ดูเหมือนจะดีขึ้น (จะดีขึ้นเสมอเมื่อไปเริ่มงาน) มีแต่งตัวบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ลาออกด้วยสภาพ เสื้อโปโลออฟฟิศ กางเกง FBT และรองเท้าผ้าใบ …ลุกที่สภาพพร้อมไปฟิตเนสตลอดเวลา เส็งเคร็งดีมาก 55555 และก็เริ่มมาถึง ที่ทำงานที่สาม

อ้อลืม ช่วงนี้ไม่มีช่วงให้แต่งหน้าเลย มีแต่งหน้าไปงานแต่งพี่คนนึง ซึ่งเพื่อนที่เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แต่งให้ เพื่อนคนนี้เป็นคนขับเคลื่อนวิถีชะนีให้นี่ ซึ่งจะเล่าในต่อๆ ไป

มาที่ทำงานที่สาม ดิจิตอลเอเจนซี่ของจริง มีทั้งผู้หญิงที่ ก็แต่งตัว กับผู้หญิงที่ แต่งตัวมากๆๆๆๆ ชุดแน่น หน้าแน่น สวยเป๊ะปังอลัง ผมไม่ปังไม่ออกจากบ้าน อยู่ไปๆ ก็เริ่มซึมซับ และตอนนั้นเริ่มผอมลง แต่ก็ยังแต่งหน้าไม่เป็นนะ แต่พอมีอีเวนต์อะไรที่ต้องไปร่วมงาน ก็แต่งตัว มีพี่ช่วยแต่งหน้านิดๆ หน่อยๆ อัปรูปลงเฟซ โอ้โห้ไลก์ตรึม คำชมตรึม ยัง ยังไม่พอ มีวันนึง เพื่อนที่เป็นบล็อกเกอร์ แต่งหน้าให้ ไปงานแต่งงานพี่ที่ทำงาน มีคนจำหน้าไม่ได้เว้ย เออมันก็พีกดีนะ 55555 เมกอัปมันเปลี่ยนคนได้ (แต่ตอนนั้นก็ยังแต่งหน้าเองไม่เป็นนะ) จนปลายปีที่เค้ามีงานปีใหม่ เพื่อนนีแต่งตัวจัดหนักจัดเต็ม นี่ทำได้แค่แต่งตัวเพราะกูแต่งหน้าไม่เป็น.. แต่ตอนนั้นก็ยังไม่หัดแหละเพราะขี้เกียจ เพราะคิดว่าถ้าจะมีอะไรที่ต้องแต่งหน้าก็ไปให้เพื่อนแต่งให้สิ จบ

จนเพื่อนไม่อยู่เพราะนางไปเรียนที่อังกฤษเกือบปี ก็เลยขอให้นางสอนแต่งหน้าให้หน่อย แล้วก็หัดอยู่นั่นแหละเพราะมีแพชชั่นแรงกล้ามากว่า ตอนกูไปญี่ปุ่น กูต้องดูดี กูต้องสวย! ซึ่งมันก็พอได้ในระดับนึงนะ 55555 เออลืมเล่าเรื่องเอ๊าฟิต การแต่งกายก็เริ่มซื้อเสื้อผ้าแล้ว หมดยุคเสิ้อฟรีแล้ว เริ่มมีเสื้อดีๆ กระเป๋าดีๆ (ก็ไม่ดีมากหรอก kanken เน่าๆ จบ) รองเท้า ดีบ้างไม่ดีบ้าง บางวันขี้เกียจก็ลากแตะอยู่ (ขอโทษค่ะเจ้านาย) บางวันอารมณ์ดีก็ adidas superstars ไปค่ะ อะไรงี ส่วนในส่วนของการแต่งหน้านั้น ไม่ได้แต่งทุกวัน และคิดว่ายังดีที่ไม่มีโมเมนต์ กลัวหน้าสด หน้าสดออกจากบ้านไม่ได้ คือยังไม่เป็น ถ้าขี้เกียจกไม่แต่งเหี้ยอะไรออกจากบ้าน สบายบรื๋อ แต่ถ้าขยันหน่อย ก็ลงรองพื้น แก้ม ปาก (คือตาเล็กเลยขี้เกียจแต่งตา ส่วนคิ้วก็แวกซ์เอาโดยมืออาชีพทุกเดือน จบ) ถ้าขี้เกียจอีกไม่ลงรองพื้น ทาแค่แก้มกับลิปสติก ก็มี มีอะไรอีกนะ อ้อ ผม! เริ่มดัดผม ทำสีผม ก็กระแดะๆ ไป เอวรี่เดย์ในการไปทำงานจะเป็นงี้ แต่ถ้าไปเที่ยวเช่นไปญี่ปุ่นก็จะสู้ตาย แต่งหน้าอย่างแน่นต้องมีทุกอย่าง (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไปญี่ปุ่นทำไมต้องสวย แต่มันมีแพชชั่นเป็นพิเศษ)

เขียนมาตั้งนานยังไม่ถึงเรื่องความบ้า คสอ คือ ตอนแรกที่หัดเรียนกับเพื่อนเนี่ย ด้วยความหวังดีของเพื่อน ชีก็แนะนำของมีทั้งเคาน์เตอร์แบรนด์และดรักสโตร์ คือถูกแพงคละกันไป แต่ไปๆ มาๆ พอเสพคอนเทนต์เยอะขึ้น ก็อยากตำนั่นตำนี่ โอ๊ยไอ้นั่นดีไอ้นี่ปัง บางอย่างซื้อเพราะแพคเกจ (เช่น cle de peau) บางอย่างซื้อเพราะ loyalty (เช่น tom ford) อะไรงี้ บางอย่างก็ซื้อเพราะแม่งดีจริง ก็มี แต่คือตอนนี้ก็ มีลิปเกือบร้อยแท่ง มีปัดแก้มเกือบสิบอันอะไรงี้ เป็นเมมเบอร์เคาน์เตอร์แบรนด์หลายเจ้ามาก (แต่ก่อน beauty hall ทำอะไรกูไม่ได้แท้ๆ) ฮือ บ้าดี แต่ก็มีความสุขดี อย่างน้อยก็มีอะไรให้หมกมุ่นยึดติด ดีกว่าไม่มีเหี้ยอะไรให้มีความสุขเลย 5555 จบการบันทึก

Comments