Permalink

คนซึมเศร้าเค้าอยากฟังอะไร

สืบเนื่องจากว่าวันนี้ไปเจอพี่แอนมา แล้วพี่แอนก็เปรยๆ ว่าทุกวันนี้กระแสเรื่องคนซึมเศร้ามันเริ่มมีเยอะ ทุกครั้งที่มีคนอ่อนแอก็แพ้ไปก็จะมีข้อมูลออกมาเยอะแยะมากมายว่า ห้ามพูดคำเหล่านี้ให้คนเป็นซึมเศร้าฟังนะ ยกตัวอย่างเช่น สู้ๆ นะ ไปนั่งสมาธิมั้ย คนอื่นลำบากกว่าเค้ายังมีชีวิตได้ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งในแง่คนที่ต้องอยู่กับคนซึมเศร้าอ่านแล้วก็คงเกาหัวแกรกๆ แล้วกูจะพูดยังไงได้บ้างวะ แล้วคนซึมเศร้าเค้าอยากฟังอะไร?

ก็มาคิดๆ แล้วก็บอกพี่แอนไป พี่แอนก็บอกว่าเขียนบล็อกสิ เอาล่ะเข้าเรื่อง

คนซึมเศร้าเค้าอยากฟังอะไร

อย่างที่ยกตัวอย่างไปประโยคทั้งหมดมันช่วยเยียวยาจิตใจคนไม่ได้จริงๆ แหละ มีคนอธิบายไว้แล้วว่ามันเหมือนประโยคพูดไปส่งๆ สู้ๆ นะ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้นะ คือไม่ได้ดูเลยว่าคนซึมเศร้าตอนนั้นเค้าอาจจะหมดกำลังใจที่จะสู้ อะไรทำนองนี้

ถ้าอยากจะเข้าใจคนซึมเศร้าเอาจริงๆ ก็ไม่ยากไม่ง่าย อย่างน้อยๆ ต้องทำความเข้าใจในสองประเด็นนี้ก่อนคือ

1. คนซีมเศร้าบางครั้งก็อยากให้คนเข้าใจเค้า แต่บางทีเค้าก็ไม่เข้าใจตัวเอง
2. การกระทำและความคิดบางอย่างของคนซึมเศร้า มันอาจจะไม่เหมือนสิ่งที่คนปกติคิดกัน บางเรื่องเค้าอาจจะอ่อนไหว เค้าอาจจะเสียใจกับเรื่องอะไรบางอย่างมากจนเกินไป หรืออาจจะโกรธแค้นอาฆาตปล่อยวางอะไรไม่ได้ ซึ่งมันไม่แปลกมั้ย? บางคนกลัวแตงกวา กลัวมะเขือเทศ กลัวรู เราบอกว่าเค้าแปลกและไม่ควรทำมั้ยก็คนมันกลัว? ก็นี่แหละตรรกะคล้ายๆ กัน

คนซึมเศร้าอยากฟังอะไร

คนซึมเศร้าจริงๆ มีหลายแบบ บางคนไม่พูดไม่เล่า เก็บตัวอยู่ในโลกของตัวเอง ชั้นคิดว่าชั้นอาการดีแล้วชั้นจะออกมาเจอโลก คนแบบนี้ยากหน่อยถ้าจะพูดจะคุยให้เค้าเล่า แต่ถ้ามีโอกาส ก็ลองเสนอตัวอย่างจริงใจดู แกมีเรื่องอะไรอยากระบาย เราฟังได้จริงๆ นะ

ถ้าเค้าเล่าก็ลองฟังแต่อย่าตัดสินเค้า คืออย่างที่บอกอะการกระทำของบางคนถึงมันจะแปลกและถ้าเป็นเราเราก็คงไม่ทำ แต่เค้าทำมันก็ไม่แปลกนะ แต่ถ้าเค้ารู้แล้วล่ะว่าสิ่งนี้ทำให้ชีวิตเค้ามีปัญหา ก็ลองให้เค้าไล่เรียงหาสาเหตุดู

เหตุผลอะไรที่ทำให้ทำอย่างนี้ ถ้าตอบเหตุผลไม่ได้ ก็ให้ลองคิดดู คิดยังไงถึงทำแบบนี้ แล้วตอนที่ทำแบบนี้รู้สึกยังไง เรื่อง
นี้เราควรจะแก้ที่ตรงไหน

สมมติเราได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจจากคนอื่น เราไม่สนใจคนอื่นได้มั้ย

ถ้าเราทำอะไรแล้วเรารู้สึกผิดมาก เราให้อภัยตัวเองได้มั้ย

ถ้าเรารู้สึกทุกข์ทรมานมากไม่อยากมีความสุขเลย ทำยังไงถึงจะมีความสุข งั้นอย่าไปต่อต้านความรู้สึกนี้ได้มั้ย
จริงๆ มันจะมีสมการ suffering = pain × resistance แปลว่า ยิ่งทุกข์ ยิ่งต่อต้านความทุกข์ ก็จะยิ่งเจ็บปวด ดังนั้นถ้าไม่ต้าน ก็ปล่อยไป ก็ทุกข์อะ แล้วไง รับรู้มัน แต่ไม่ตัดสินมัน ความทุกข์มันก็อาจจะเบาบางลงได้

ยากมั้ยยากแหละ ยากกว่าโยนคำพูดไปว่า สู้ๆ นะ มากเลย แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าเราฟังแบบใช้หัวใจฟังจริงๆ พยายามเข้าใจเค้า ไม่ตัดสินเค้า ชี้แนะเค้าได้บ้าง ถ้าเค้ารับฟัง เราเชือว่ามันเข้าถึงใจคนซึมเศร้าได้นะ มันไม่มีใครเข้าใจใครได้ 100% อยู่แล้ว แต่เข้าใจแค่ซัก 5% 10% มันก็เพียงพอแล้วที่จะเยียวยาจิตใจใครซักคนให้ยังพอจะมีความสุขกับโลกใบนี้

ท้ายที่สุดอย่าลืมชักชวนให้ไปหาหมอ บางทีกินยาก็ช่วยได้ แต่ตอนคุยกับหมอก็ต้องเล่าอาการให้หมอฟังอย่างจริงใจนะ ขนาดป่วยกายถ้าไม่เล่าอาการเค้าก็วินิจฉัยไม่ได้ถูกมะ อันนี้ก็เหมือนกันแหละ เซมเคส

สรุปถ้าอยากจะคุยกับคนซึมเศร้า
– อย่าตัดสิน อย่าคิดว่าสิ่งที่เค้าคิดเค้าทำมันผิดหรือไร้สาระ
– พยายามทำความเข้าใจ
– ชี้แนะได้บ้างในจังหวะที่เค้ารับฟัง
– ชวนไปหาหมอกินยา

เฟรมเวิร์กในการพูดคุย
– เค้าเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าเป็นทุกข์
– ให้เค้าลองคิดว่าเค้าคิดอะไรถึงทำแบบนั้น ทำแบบนั้นแล้วเค้ารู้สึกอะไร
– สาเหตุของเรื่องมันอยู่ที่ตรงไหน ถ้าเป็นปัญหาภายนอก แก้ที่ตัวเองได้มั้ย ถ้าเป็นปัญหาที่ตัวเอง แก้ที่ตัวเองได้มั้ย
– เอาจริงๆ สองอันบน มันก็คืออริยสัจ 4 และ ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเองอะนะ
– โกรธเกลียดตัวเองจังเลย ให้อภัยตัวเองได้มั้ย
– ทำไมฉันไม่มีความสุขเลย ฉันทุกข์ๆๆๆ มาก ฉันอยากมีความสุข แต่เธอ เธออยากมีความสุขจนตอนนี้ทุกข์มากไปรึเปล่า ทุกข์ก็รู้เท่าทันตัวเอง ทุกข์ แต่อย่าไปจมกับมัน อย่าต่อต้านมัน แค่นี้พอ ทำแค่นี้ก่อน
– ทั้งหมดนี้แค่สรุป ถึงเวลาจริงๆ มันยากและต้องใช้ศิลปะในการคุยเยอะเลย
– ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ได้ผล 100% ถ้าคุยแล้วรู้สึกว่าไม่รู้จะยังไงแล้วโว้ยจริงๆ ก็บอกไปเลยว่า เราอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่แกเป็นทั้งหมด แต่เราเป็นห่วงแกมากนะเว้ย มีอะไรก็มาระบายกับเราได้ เราจะรับฟังแกอยู่ตรงนี้ แค่นี้ก็พอแล้ว

ตามนั้น ตัดจบ ฮ่าๆ นึกอะไรได้จะมาต่อ ถ้าสงสัยอะไรก็เมนต์ถามได้ ถ้าไม่ลืมจะมาตอบ

Permalink

ถ้าฉันย้อนกลับไปบอกตัวเองได้ ฉันจะบอกว่า…

เห็นมีการเขียนบอกตัวเองในอายุ 20 กว่าๆ ว่าควรจะทำอะไร ซึ่งสำหรับเราถ้าย้อนไปบอกตัวเองได้ ขอบอกตั้งแต่ตอนอายุ 12-2x เลยละกันว่า

1. อย่าใจร้อน อย่าวู่วาม
2. อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก ใครๆ ต้องมาง้อมาเอาใจ ไม่มีหรอกคนที่โลกหมุนรอบตัวเอง ทำอะไรหัดคิดใจเขาใจเราเยอะๆ
3. อย่าทิฐิให้มันมาก กี่รอบแล้วที่ต้องเสียเพื่อน เสียใจ เพราะทิฐิโง่ๆ ของตัวเอง (จนตอนนี้ก็ยังเป็น)
4. เรียนในสาขาที่ตัวเองชอบไม่ใช่เรียนเพราะได้ทุน หัดค้นบ้างว่าโลกเรามีสิ่งที่เรียกว่า กยศ
5. อย่าติดเกมจนไม่เอากิจกรรม ถ้ายอมไปเป็นเชียร์ลีด ไปทำอะไรที่มันใช้รูปร่างหน้าตา ชีวิตอาจจะไม่แย่ขนาดนี้
6. ซื่อสัตย์กับตัวเอง ชอบใครก็บอกไปเลยว่าชอบ ไม่ใช่มายึกยัก อึ๊กอั๊ก แบบการ์ตูนญี่ปุ่น ปญอ สุด ต่อให้ไม่กล้าบอกว่าชอบ ก็อย่าผลักไสคนที่ชอบให้คนอื่น
7. เลิกเอาความคิดที่ว่าคนหล่อควรคู่กับคนสวย คนรวยควรคู่กับคนรวย คนเก่งควรคู่กับคนเก่ง ถ้าคิดว่าเราไม่คู่ควรกับใครสักคน เราก็ควรต้องทำอะไรสักอย่างให้มันคู่ควร
8. รักตัวเองให้มากกว่านี้
9. ปล่อยวางเรื่องครอบครัวให้มากกว่านี้
10. เก็บเงินเยอะๆ

Permalink

วิถีชะนี

ไม่ได้เขียนบล็อกมานานจัง คิดถึงนะเตง
อัปเดตชีวิตคร่าวๆ หลังจากไปต่อคิวซื้อบัตรพี่อดัม ก็ได้ดูพี่อดัม ได้เที่ยวญี่ปุ่น ได้เลื่อนขั้นเป็นเมเนเจอร์ (ซึ่งเอาไว้จะเขียนถึงถ้ามีอารมณ์)

เอาเป็นว่ามาพูดเรื่องวิถีชะนีกันก่อน
สิ่งที่ทำให้นึกถึงเรื่องนี้คือตอนอาบน้ำก็คิดถึงเครื่องสำอาง และยอมรับแล้วว่าเป็นคนบ้าเครื่องสำอาง (ซึ่งมันมาแทนการบ้าริลัคคุมะ เวรกรรมจริงๆ) และ ทำไมถึงบ้าเครื่องสำอาง เคยเขียนบล็อกยังวะ เคยเขียนเรื่องแต่งหน้ายังวะ (ย้อนดูก็พบว่าเคยเขียนแล้ว) แต่ก็อยากย้อนคร่าวๆ ว่าด้วย การกลายร่างเป็นชะนีปลอมๆ (คือสามารถแต่งตัว แต่งหน้าด้วยตัวเองได้ และอยู่ในฝูงชะนีได้แนบเนียนอยู่ แต่เนื้อแท้นั้นยังเข้าฝูงไม่ได้ เพราะยังมีความเนิร์ด ห้าว และอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่นิสัยผู้หญิงเหมือนกัน) เริ่มเกริ่นยาวแล้ว อะต่อ

ลืมแล้วว่าเคยเขียนเรื่องแต่งหน้าเท่าไหร่ยังไง เอาเป็นว่าจะพูดถึงในแง่ของการดูแลตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวัยทำงาน ไม่เคยดูแลตัวเอง ดูแลตัวเองในที่นี้คือ เสื้อ ผ้า หน้า ผม บุคลิก คืออะไร ไม่สนใจ พอจะอยู่ได้ด้วยหน้าตา คือมันก็ไม่ได้ดี แต่เอาเป็นว่าโดนเรียกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ทุกระดับชั้น ประถม มัธยม มหาลัย และถ้าว้อนน่าบีจะเป็นดาวคณะ นี่ก็คิดว่าเป็นได้ แต่ไม่ยอมเป็น เพราะติดเกม ย้ำ ไม่ได้คิดว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ไม่ได้คิดว่าหน้าตาแย่ขนาดนั้น ถ้าแย่เค้าคงไม่เรียก อะไรงี้ถูกมะ ซึ่งตอนนี้มาคิดๆ ยังคิดเลยว่าถ้าตอนนั้นมีวิถีชะนีในร่างบ้างจะเป็นยังไงนะ อย่างน้อยๆ คงไม่ปล่อยตัวเองอ้วน และอาจจะมีแฟน งี้รึเปล่า แต่ก็คิดไปงั้นแหละ คนเรามันย้อนอดีตไม่ได้

สมัยมหาลัย ถ้ามีกิจอะไรที่ต้องแต่งหน้า ก็จะมีเพื่อนแต่งให้ หรือพีกะเทยแต่งให้ ก็หลั่นล้าตามสภาพ

หลังจากผ่านชีวิตมหาลัยแบบเด็กเนิร์ดๆ เรียนวิทย์ฟิสิกส์ผ่านเส้นทุนร่อแร่ มาทำงานที่แรก ก็หาได้มีความนีในตัวไม่ ตอนแรกกฺ็มีไปซื้อเสื้อกระโปรงอะไรแบบนี้อยู่ แต่จำได้ว่าสภาพตอนลาออกคือ เสื้อยืดฟรี กางเกงขาบานจากยูเนียนมอล และรองเท้าอุ้งตีนหมี..ใช่ รองเท้าอุ้งตีนหมี ได้อิทธิพลจากอีพี่แอน ก็ใส่สบายดีนะ… อะไรงี้ นึกย้อนไปก็เวทนาตัวเอง 55555 แต่จะเอาอะไรรรร กับชีวิตที่เงินเดือน 11,000 บาท ชีวิตในตอนนั้น จะกิน mk หรือซูชิ ยังยากเลย 55555 แล้วดูตอนนี้..

มาทำงานที่ที่สอง ดิจิตอลเอเจนซี่ ก็ดูเหมือนจะดีขึ้น (จะดีขึ้นเสมอเมื่อไปเริ่มงาน) มีแต่งตัวบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ลาออกด้วยสภาพ เสื้อโปโลออฟฟิศ กางเกง FBT และรองเท้าผ้าใบ …ลุกที่สภาพพร้อมไปฟิตเนสตลอดเวลา เส็งเคร็งดีมาก 55555 และก็เริ่มมาถึง ที่ทำงานที่สาม

อ้อลืม ช่วงนี้ไม่มีช่วงให้แต่งหน้าเลย มีแต่งหน้าไปงานแต่งพี่คนนึง ซึ่งเพื่อนที่เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แต่งให้ เพื่อนคนนี้เป็นคนขับเคลื่อนวิถีชะนีให้นี่ ซึ่งจะเล่าในต่อๆ ไป

มาที่ทำงานที่สาม ดิจิตอลเอเจนซี่ของจริง มีทั้งผู้หญิงที่ ก็แต่งตัว กับผู้หญิงที่ แต่งตัวมากๆๆๆๆ ชุดแน่น หน้าแน่น สวยเป๊ะปังอลัง ผมไม่ปังไม่ออกจากบ้าน อยู่ไปๆ ก็เริ่มซึมซับ และตอนนั้นเริ่มผอมลง แต่ก็ยังแต่งหน้าไม่เป็นนะ แต่พอมีอีเวนต์อะไรที่ต้องไปร่วมงาน ก็แต่งตัว มีพี่ช่วยแต่งหน้านิดๆ หน่อยๆ อัปรูปลงเฟซ โอ้โห้ไลก์ตรึม คำชมตรึม ยัง ยังไม่พอ มีวันนึง เพื่อนที่เป็นบล็อกเกอร์ แต่งหน้าให้ ไปงานแต่งงานพี่ที่ทำงาน มีคนจำหน้าไม่ได้เว้ย เออมันก็พีกดีนะ 55555 เมกอัปมันเปลี่ยนคนได้ (แต่ตอนนั้นก็ยังแต่งหน้าเองไม่เป็นนะ) จนปลายปีที่เค้ามีงานปีใหม่ เพื่อนนีแต่งตัวจัดหนักจัดเต็ม นี่ทำได้แค่แต่งตัวเพราะกูแต่งหน้าไม่เป็น.. แต่ตอนนั้นก็ยังไม่หัดแหละเพราะขี้เกียจ เพราะคิดว่าถ้าจะมีอะไรที่ต้องแต่งหน้าก็ไปให้เพื่อนแต่งให้สิ จบ

จนเพื่อนไม่อยู่เพราะนางไปเรียนที่อังกฤษเกือบปี ก็เลยขอให้นางสอนแต่งหน้าให้หน่อย แล้วก็หัดอยู่นั่นแหละเพราะมีแพชชั่นแรงกล้ามากว่า ตอนกูไปญี่ปุ่น กูต้องดูดี กูต้องสวย! ซึ่งมันก็พอได้ในระดับนึงนะ 55555 เออลืมเล่าเรื่องเอ๊าฟิต การแต่งกายก็เริ่มซื้อเสื้อผ้าแล้ว หมดยุคเสิ้อฟรีแล้ว เริ่มมีเสื้อดีๆ กระเป๋าดีๆ (ก็ไม่ดีมากหรอก kanken เน่าๆ จบ) รองเท้า ดีบ้างไม่ดีบ้าง บางวันขี้เกียจก็ลากแตะอยู่ (ขอโทษค่ะเจ้านาย) บางวันอารมณ์ดีก็ adidas superstars ไปค่ะ อะไรงี ส่วนในส่วนของการแต่งหน้านั้น ไม่ได้แต่งทุกวัน และคิดว่ายังดีที่ไม่มีโมเมนต์ กลัวหน้าสด หน้าสดออกจากบ้านไม่ได้ คือยังไม่เป็น ถ้าขี้เกียจกไม่แต่งเหี้ยอะไรออกจากบ้าน สบายบรื๋อ แต่ถ้าขยันหน่อย ก็ลงรองพื้น แก้ม ปาก (คือตาเล็กเลยขี้เกียจแต่งตา ส่วนคิ้วก็แวกซ์เอาโดยมืออาชีพทุกเดือน จบ) ถ้าขี้เกียจอีกไม่ลงรองพื้น ทาแค่แก้มกับลิปสติก ก็มี มีอะไรอีกนะ อ้อ ผม! เริ่มดัดผม ทำสีผม ก็กระแดะๆ ไป เอวรี่เดย์ในการไปทำงานจะเป็นงี้ แต่ถ้าไปเที่ยวเช่นไปญี่ปุ่นก็จะสู้ตาย แต่งหน้าอย่างแน่นต้องมีทุกอย่าง (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไปญี่ปุ่นทำไมต้องสวย แต่มันมีแพชชั่นเป็นพิเศษ)

เขียนมาตั้งนานยังไม่ถึงเรื่องความบ้า คสอ คือ ตอนแรกที่หัดเรียนกับเพื่อนเนี่ย ด้วยความหวังดีของเพื่อน ชีก็แนะนำของมีทั้งเคาน์เตอร์แบรนด์และดรักสโตร์ คือถูกแพงคละกันไป แต่ไปๆ มาๆ พอเสพคอนเทนต์เยอะขึ้น ก็อยากตำนั่นตำนี่ โอ๊ยไอ้นั่นดีไอ้นี่ปัง บางอย่างซื้อเพราะแพคเกจ (เช่น cle de peau) บางอย่างซื้อเพราะ loyalty (เช่น tom ford) อะไรงี้ บางอย่างก็ซื้อเพราะแม่งดีจริง ก็มี แต่คือตอนนี้ก็ มีลิปเกือบร้อยแท่ง มีปัดแก้มเกือบสิบอันอะไรงี้ เป็นเมมเบอร์เคาน์เตอร์แบรนด์หลายเจ้ามาก (แต่ก่อน beauty hall ทำอะไรกูไม่ได้แท้ๆ) ฮือ บ้าดี แต่ก็มีความสุขดี อย่างน้อยก็มีอะไรให้หมกมุ่นยึดติด ดีกว่าไม่มีเหี้ยอะไรให้มีความสุขเลย 5555 จบการบันทึก

Permalink

บันทึกประสบการณ์ จองบัตร Maroon 5 รอบ 2 ใช้เวลา 23 ชั่วโมง #maroon5liveinbkk

รอบที่แล้วมีจองบัตรไปแล้วก็จริง แต่ก็พ่ายแพ้คือได้มาใบเดียว ถึงแม้ว่าใจจะบอกว่าสามารถบิ๊วอารมณ์ติ่งด้วยตัวเองได้ แต่มันก็คงจะดีกว่าถ้ามีเพื่อนไปจริงไหม ก็เลยเฝ้าหาบัตรติดกันตลอดมา ซึ่งราคาบัตรติดกันนี่แพงทะลุเพดานเลยเปรต พอ Maroon 5 บอกว่าจะมีรอบสอง ก็เลยแบบ จะไปนอนอีกดีมั้ยวะ 55555555 แต่ครั้งที่แล้วมันเหี่ยวใจมากเลยนะแก (คือถึงกะไม่อยากเข้าเซนทรัลอีกหลายวัน) แต่พอดีคุยกะเดอะแก๊งแล้วทุกคนอยากสัมผัสประสบการณ์การไปนอนติ่งก็เลย เออ ไป

เนื่องจากรอบแรกมีประสบการณ์ว่าคิวแรกมาสี่โมงเย็น ก็เริ่มแพลนกันแล้วว่ารอบนี้ไปกี่โมงดีวะ หกโมง? สี่โมง? อะ เพื่อนมาได้เร็วสุดบ่ายสอง นี่เลยมา…สิบเอ็ดโมง (ไม่ใช่อะไร ที่หอไฟดับ ทำอะไรไม่ได้ มาตากแอร์ก็ได้..) ก็เลยถ่อมา 11 โมง เท่ากับว่า นี่ต้องใช้เวลารอ 23 ชั่วโมงในการซื้อบัตรกันเลยทีเดียว

11.00 นั่ง อ่านหนังสือ เล่นเกม เบื่อมาก คอยมอง เอ๊ะนี่จะใช่ติ่งมารูนรึเปล่า (อ้อ เตรียม toolkit ไปพร้อม ทั้งป้าย และกระดาษจดคิว และผังที่นั่ง 55555)
13.30 พี่เอาอาหารมาส่งและมานั่งเป็นเพื่อน
14.00 พี่แก้วมา
14.00 หนุ่มเสื้อน้ำตาลที่นั่งตรงข้ามมีผู้หญิงมาหาและเดินมาถามว่า นี่มารอมารูนไฟฟ์ใช่มั้ยคะ แล้วเริ่มรันคิวกันตั้งแต่ตอนนั้น (เท่ากับว่าบ่ายสองมีคิวแล้ว 5 คิว) ระหว่างนั้นเม้ามอยกันและเป็นเพื่อนกันเรียบร้อย (เข้าทฤษฎีติ่งทุกคนเป็นเพื่อนกัน)
ระหว่างนี้จะมีคนมาถามที่เคาน์เตอร์เนืองๆ แต่ก็ไม่ได้มาลงคิว
18.00 พี่ตั๊กมา
18.00 (เริ่มจำเวลาเป๊ะๆ ไม่ได้) คิวที่ 6 มา แล้วก็ถาม “ค้างจริงเหรอ” แต่ก็ลงชื่อแล้วบอกขอเวลาไปเอาของมาค้าง
19.00 – 23.00 มีคิวมาเรื่อยๆ จนมีประมาณ 15 คิว
แล้วก็ค้างกันอยู่นั่นล่ะ บรรยากาศดี อากาศดี แต่เสียงหนวกหูมีเช่นเดิม -_- แต่รอบนี้ลมเย็นกว่ารอบที่แล้ว
เพื่อนๆ รอบนี้ nice มาก เฮฮามาก ถ่ายรูปเป็นระยะๆ คือจะบอกว่า การค้างคืนมันไม่น่าเบื่อถ้ามีเพื่อนนะ (รอบที่แล้วไม่ได้คุยกะใครเท่าไหร่มันเลยหวิวๆ)
6.00 ตื่น
7.00 ไล่รันคิวแล้วก็เขียนหมายเลขคิวที่แขน และเริ่มต่อแถว
9.30 พี่ยามมาที่ประตู พยายามตื๊อ “เปิดตรงเวลาหน่อยนะคะพี่”
9.59 เปิดประตู นี่พุ่งไปที่ไทยทิกเก้ตสุดพลัง พนักงานมุ่งมั่นเตรียมเข้าระบบตอน 10 เป๊ะ
10.00 เอา A1 ค่ะ!!! แถวว่างเต็มเลยแก แถว A ด้วย แต่กดปุ๊บ… มีคนกดชนกัน พนักงานเลยบอก เอาแถวนี้มั้ย (แถว B) “เอาค่ะ!!” (ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าต้องเร็ว)
10.01 รูดบัตร สบายใจ เดินออกมากรี๊ด แล้วก็กอดพี่แก้ว กอดพี่ตั๊ก ลั้ลลาจน คนในแถวที่ยังไม่ได้บัตรอาจจะอยากตบ -_- ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้จีจี T-T แล้วก็ออกมา

ตอนนี้พอใจมากกกกกกกกกกกกกกก ลั้ลลามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มีความสุขมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ขออย่างเดียวอย่าแคนเซิลละกัน T___T

Permalink

8 เหตุผลที่ทำให้ Bodyslam ดัง และครองใจผู้ฟังมาเป็นเวลา 13 ปี

1. สตอรี่ของวงแน่นมาก
ไม่ว่าจะเป็น “เด็กบ้านนอกที่เลือกที่จะเดินตามความฝันของตัวเองไม่ว่ามันจะถูกหรือผิดแค่ไหน” กับ “รักครั้งแรกสุดฝังใจของพี่ตูนไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีวันลืม”
จนกลั่นออกมาได้เป็นเพลงหลายหลากทั้งเพลงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต และเพลงความรักที่มักจะจบแบบไม่สมหวัง

2. นั่นทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลายหลาก ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ฟังต่างจังหวัด กลุ่มคนที่ต้องต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเอง กลุ่มคนที่มีความรักและอดีตที่เจ็บปวด (เราก็ต้องยอมรับว่าโลกเรามีคนอกหักเยอะกว่าคนสมหวัง)

3. กอปรกับความชื่นชอบในตัวสมาชิกในวง (หน้าตาก็มีส่วน) ก็เลยทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายแมสมาก แทบทุกเพศทุกวัย

4. การเลือกฟีทเจอริ่งกับศิลปินดังๆ ในแต่ละเพลง ก็คิดมาอย่างดี และเป็นการขยายฐานกลุ่มผู้ฟังได้อีกวิธีหนึ่ง

5. เมื่อวงประสบความสำเร็จถึงขีดสุดก็ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนาตัวเองหรือเล่นอะไรแบบเพลย์เซฟ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเพลงของแต่ละอัลบั้มไปเรื่อยๆ จุดนี้จะว่าเป็นความเสี่ยงก็ด้วย แต่เนื่องจากแบรนดิ้งแข็งมากในระดับหนึ่ง พอจะลองเล่นอะไรใหม่ๆ (แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม – เพื่อชีวิต, อกหัก) ก็ยังไม่ทำให้ผู้ฟังหายไป (ทั้งนี้เรื่องอินสไปเรชั่นจากเมืองนอกเราจะไม่พูดถึง) ข้อนี้เรื่องคอนเสิร์ตก็เหมือนกันนะ จะเห็นว่าหลังจากไลฟ์อินคราม พยายามเล่นคอนเสิร์ตไม่ซ้ำแบบ เช่น นั่งเล่น หรือคอนเสิร์ตทั่วประเทศ (ที่ล่มไปนั่นล่ะ ฮา) และมาคอนเสิร์ตนี้ก็เลือกจะจัดที่ริมทะเลสาบ ซึ่ง ร้อนมากฮ่ะ T_T ว้อนน่าคราย

6. สมาชิกในวงมีฝีไม้ลายมือ ตัวนักร้องนำเองเก่งมากในการเอนเตอร์เทนคน คอนเสิร์ตแต่ละครั้งเล่นใหญ่ทุกครั้ง (พี่ตูนพูดเองว่านั่นคือการแสดงดนตรี) มีกิมมิกในคอนเสิร์ต (เช่น ถอดเสื้อ, ปีนเสา แต่หลังๆ แก่แล้วเลยไม่ปีน)

7. นอกจากฝีมือแล้วการวางตัวของทั้งวงค่อนข้างดี เป็นเบอร์หนึ่งที่อ่อนน้อมถ่อมตัว ให้เกียรติทุกคน ทั้งให้เกียรติสมาชิกในวง ให้เกียรติคนที่มาฟีทเจอริ่ง ให้เกียรติผู้ฟัง (เรื่องชัชงัดห้องนี่ก็ข้ามๆ ไป คือต้องยอมรับว่าเป็นวงร็อกที่เรื่องฉาวน้อยมากๆ แล้ว)

8. ต้องยอมรับว่าพี่ตูนมีส่วนทำให้บอดี้สแลมดังมากๆๆ แต่พี่ตูนให้เครดิตทุกคนในวงรวมถึงให้เครดิตทีมงาน (สังเกตว่าพี่ตูนจะพูดถึงบิ๊กแอส, พี่ป๊อด ในแง่การเป็นไอดอลมากๆ) และพี่ตูนวางตัวดี ออกกำลังกาย มีคำพูดเท่ๆ ติดปากตลอด “ไม่มีทุกคน ไม่มีบอดี้สแลม”, “อยากเห็นคนไทยทุกคนบินได้”, “ความรักไม่ว่าจะจบยังไง เมื่อเริ่มแล้วสวยงามเสมอ” ความน่ารักของพี่ตูนทำให้ทุกคนรักพี่ตูนและรักวงบอดี้สแลมมายาวนานขนาดนี้

พูดถึงคอนเสิร์ตนิด

ตอนแรกไม่คิดว่าจะไปเลยสักนิดแต่อ่านในทวิตเตอร์บอกว่า เล่นยาว และใครที่ใช้เพลงบอดี้ในการดำรงชีวิต (นี่มันกูหนิ) ควรมา ก็เลยไปก็ได้ ซึ่ง ไม่เสียใจเลยที่มา งานดีมาก เกสต์เยอะมาก (บางเพลงซ้ำกะ live in คราม ในแง่ของฟีลลิ่ง) ก็พอเข้าใจได้

พี่เภามานี่โคตร epic ของคอนนี้แล้ว เซ็งเพลงความเชื่อนิดหน่อย แต่รวมๆ คือดี ใครไม่มานี่ พลาดดดดดดดดด

ปล. ถ้าอากาศไม่ร้อนจะดีกว่านี้อีก 2 เท่า

11143259_10153345960314153_8871259188976095049_n

Permalink

เทคนิคการจองบัตร Thaiticketmajor ให้ได้ผลสูงสุด + วิธีหาตั๋วคอนเสิร์ตแบบไม่บวกราคา

คือยังติดใจกับการจองบัตรที่ไปนอนหน้าเซนทรัลข้ามคืน ก็เลยอยากบันทึกเทคนิคการจองบัตรที่ตัวเองคิดได้เอาไว้ บอกก่อนนะว่ามันอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดหรือได้ผล 100% สำหรับทุกคน แต่สถิติที่ผ่านมาของเรา ยังไม่เคยอดดูคอนเสิร์ตไหนที่อยากดู ซึ่งจะขอโม้ไว้ตามนี้

  • เราอยากไปดูบัตรเลดี้กาก้า และได้บัตรในวันที่คอนเสิร์ตแสดงพอดี
  • จะดู Maroon5 ตอนกี่ปีที่แล้วจำไม่ได้ ลืม คือไม่ได้จองบัตรตั้งแต่แรกแต่อยากไป แต่สุดท้ายก็ได้บัตร
  • จองบัตร Taylor Swift ไม่ทัน แต่ก็ได้บัตรราคาที่อยากได้
  • ไม่ได้จอง Katy Perry ตั้งแต่วันแรก (ถ้าจำไม่ผิดเปิดให้จองวันเสาร์) แต่ก็ได้บัตรในวันจันทร์
  • Maroon5 2015 ที่ถูกก่นด่าว่าเป็นคอนเสิร์ตล็อกวงในแห่งประวัติศาสตร์ ก็ยังได้บัตรจนได้นะ

ทั้งหมดนี้เราได้บัตรราคาหน้าบัตร (หรือถูกกว่า) อะ มาดูกันว่าทำยังไง จะขอแบ่งออกเป็นเหตุการณ์ในหมวดหมู่ตามนี้

รู้ว่าจะมีคอนเสิร์ต, ตั้งใจจะไป, มีเวลาจองบัตรวันแรก

เทคนิคการจองของเราก็คือ

  1. คุยกะเพื่อนที่จะไปด้วย แล้วหาทางช่วยกันจอง ยิ่งถ้าไปหลายคนก็ให้ทุกคนช่วยกันจอง คือระบบ Thaiticket จะดีอย่างนึงตรงที่ จองแล้วก็ค่อยจ่ายเงินก็ได้ ก็ลองจองๆ แล้วเลือกที่ที่คิดว่าดีที่สุด ส่วนที่เหลือ (สมมติในกรณีที่จองได้หลายคน) ก็อาจจะไปปล่อยโค้ดในเพจของศิลปินนั้นๆ ให้เพื่อนๆ จองกันต่อไป หรือปล่อยหลุดไปเลยก็ได้ ทั้งนี้ ไม่สนับสนุนในกรณีจองดักไม่ให้คนอื่นได้นั่งติดกันนะ
  2. ถ้ามีคนสามารถไปสแตนด์บายที่เคาน์เตอร์ได้ ก็ควรไป Thaiticket ที่ควรไป ควรเป็นสถานที่ที่ มีทางเข้าออกทางเดียว สามารถแพลนได้ในกรณีต้องค้างคืน เช่น เซนทรัลลาดพร้าว แต่ก็ต้องทำใจนะว่ามันเป็นชัยภูมิที่ดีที่สุด ก็จะมีคนเล็งมาที่นี่หลายคน เซนทรัลลาดพร้าวนี่ เค้าไม่ให้คนที่มาจากหน้าห้างมาต่อคิวตอนสิบโมงนะเพราะมันไม่ยุติธรรมกะคนที่มารอฝั่งลานจอดรถแต่เช้า แต่ถ้าใครไม่อยากเสี่ยงมาทะเลเลือด จะไปที่สาขาอื่นที่คนน้อยๆ ก็ได้ (ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าสาขาไหน) แต่ก็ให้คิดว่า ถ้ามันมีประตูทางเข้าหลายทาง กว่าประตูจะเปิด กว่าจะวิ่ง เราอาจจะช้ากว่าคนอื่น และข่าวว่ามาว่า บางเคาน์เตอร์ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคิว อารมณ์แบบ ใครวิ่งเก่งกว่าก็ชนะ ไม่ใช่ใครรอเก่งกว่าชนะ งี้
    อนึ่ง เซนทรัลลาดพร้าว มีเคาน์เตอร์ 3 เคาน์เตอร์ ดังนั้น ถ้าอยากจะได้คิวแรกๆ ในสิบโมง ก็ต้องอยู่ในคิว 1-3 ให้ได้ แล้วชีวิตจะดี ส่วนก๊อกสองหรือคิว 4-6 ก็มีโอกาสได้รองลงมา (ต้องภาวนาให้คิวลอตแรกๆ เค้าจองเร็ว)
    ข้อดีของการจองเคาน์เตอร์ สำหรับเรานะ คือ ได้ใช้ส่วนลด แล้วก็ขั้นตอนกรอกข้อมูลมันน้อยกว่าในเว็บ ในเว็บต้องมีขั้น ไม่เอาประกัน กรอกนั่นกรอกนี่ บางทีก็ไม่ทันช่วงเว็บอืด ซวยอีก แต่วันที่จองมารูนไฟฟ์วันนี้ บางคนก็ใช้เน็ตสามจีกดบัตรได้นะ ของงี้แล้วแต่โชค
  3. ตอนดูโซนดูที่นั่ง พยายามเลือกให้เร็ว คิดให้เร็ว ถ้าไปกันหลายๆ คน ไม่ต้องนั่งแถวเดียวได้ไหม สองแถวไหม อะไรงี้ ให้คิดว่าทุกๆ ที่นั่ง ก็มีคนแย่งกดเหมือนกะเรา ดังนั้นอะไรได้ก่อนรีบคว้าก่อน กำขี้ดีกว่ากำตด ท่องไว้ (บัตรศิลปินไหนหมดไว ก็ให้คิดซะว่า เราซื้อบัตรเราก็เอามาปล่อยต่อได้ คือเราไม่ได้เก็งกำไรแต่เราได้ที่ที่ดีกว่าแล้วไง)
  4. ถ้าจวนตัวที่สุดก็ ทิ้งเพื่อน 555 เหมือนที่เราทำมาแล้ว.. จองบัตรได้ที่เดียวมีโอกาสได้สูงมากๆๆ แต่ก็นั่นแหละบางทีติ่งคนเดียวมันก็ต้องเค้นอินเนอร์อะนะ
  5. ถ้าบัตรเต็ม ใจเย็นๆ อย่าลน รอไปเรื่อยๆ รอดูว่ามันตัดเวลาจองตอนไหน แล้วมาดู อาจจะมีคนไม่ได้ไปจ่ายเงิน ก็รีบเสียบ เราจอง Katy Perry ได้เพราะมานั่งดูที่ในวันจันทร์นี่แหละ มันยังมีที่เหลือซะงั้น (บัตร 2000 ด้วยนะ คือโคตรฟลุก)
  6. ความน่าจะเป็นในการเก็งว่าคนอื่นจะเลือกโซนไหนก็สำคัญเหมือนกัน คือใครๆ ก็ชอบตรงกลางริมทางเดิน ลองเบี่ยงมานั่งสแตนด์ข้างๆ ไหม อัตราการแข่งขันอาจจะน้อยกว่า แต่ก็เข้าใจแหละนะตอนนั้นใครๆ ก็อยากได้บัตรตำแหน่งดีที่สุด ก็ลองเอาไปเป็นทางเลือกดู
  7. เข้าเพจแฟนคลับหรือแฮชแท็กทวิตเตอร์ที่เกี่ยวกับคอนเสิร์ตบ้าง วันนี้ที่จองมารูนไฟฟ์เท่าที่เราดู มีคนมาปล่อยโค้ดที่จองได้ หรือปล่อยบัตรเท่าทุนก็มี (แต่ไม่เยอะมาก) ก็เป็นอีกโอกาสโนะ

กรณีเพิ่งคิดได้ว่าอยากจะไปคอนเสิร์ตนี้

  1. รอ…รออย่างเดียวเลย (ถ้าไม่ใจร้อนไปสอยบัตรบวกราคาใน pantipmarket นะ) ช่วงใกล้ๆ ยังไงก็อาจจะมีคนไปไม่ได้ อย่าใจร้อน ลองตามหาเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอเอง เราได้บัตรเทย์เลอร์, กาก้า เพราะคนรู้จักไม่ว่างไปทั้งนั้นเลย ส่วนบัตรมารูนไฟฟ์ปีก่อนที่ได้ก็ไปดูเพจสำรวจโลก (ใช่ เพจสำรวจโลก) ตอนนั้นเพจแจกบัตรคอนเสิร์ต ไปอ่านคอมเมนต์เจอคนขายบัตรไม่บวกราคา ก็เลยสอยเลยและได้ไปดูเลย 5555 (เวลาซื้อบัตรจากคนไม่รู้จัก ถ้าเป็นไปได้ ก็นัดรับจะดีกว่าไม่ว่าจะราคาไหนๆ หรือถ้าสุดๆ จริงๆ ต้องส่งไปรษณีย์ ก็ขอสำเนาบัตรประชาชนเค้าไว้ แต่นั่นแหละนัดรับดีสุด)
  2. ลองไปดูเพจสปอนเซอร์คอนเสิร์ต บางทีเค้าจะมีบัตรมาแจก ให้เล่นกิจกรรมอะไรก็ว่าไป (ของเทย์เลอร์จำได้ว่าแข่งกันส่งใบเสร็จ) ก็เป็นอีกวิธีที่น่าจะได้บัตรแต่ก็ต้องใช้ฝีมือนิสนึง

ก็น่าจะหมดแล้วแหละวิธี ถ้านึกได้จะมาต่ออีก แต่อย่าซื้อบัตรผีเลยเพราะบวกราคาไปเยอะแล้วก็ บางทีถ้าศิลปินแม่งไม่มา (เช่นเทย์เลอร์..) ก็เสียค่าผีไปฟรีๆ หลายตังค์นะ T T บางทียอมบินไปดูประเทศเพื่อนบ้านอาจจะคุ้มกว่ารึเปล่า ไม่ก็ตัดใจแล้วฟังเพลงจากยูทูบต่อซะเถิด ฮ่า ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ แต่จะว่าไปเทคนิคที่เราคิด ไม่รู้จะใช้ได้กับศิลปินเกาหลีมั้ยนะ ได้ข่าวว่านั่นก็โคตรทะเลเลือด ฮ่าๆ

 

 

Permalink

แชร์ประสบการณ์ จองบัตร Maroon 5 2015 นอนหน้าเซนทรัล

คือเคยจองเทย์เลอร์แล้วพลาด (จองหน้าเว็บ) ก็เลยคิดว่า อดัมรอบนี้ จะมาจองเคาน์เตอร์ดีมั้ย มาละกันเผื่อมันจะเร็วกว่า ตอนแรกตั้งใจว่าจะตื่นซักตีห้าแล้วก็มา อะไรงี้ (นี่ก็คิดว่าทุ่มเทแล้วนะ) แต่เมื่อคืนก่อนกลับบ้าน อะไรไม่รู้ดลใจให้ไปส่องที่เคาน์เตอร์ดูลาดเลาซะหน่อย แล้วพบว่า

…อีเหี้ยมีคนมาแล้ว!!! มาตั้งแต่สี่โมงเย็น!! คุยไปคุยมาอ้าวอยู่หอเดียวกะกูด้วย 5555 ช็อกไปอีก
เค้าบอกว่าเค้าก็จะมาดูลาดเลานี่แหละ แต่พอมีผู้ชายสองคนมาถามว่านี่จองบัตรรึเปล่า ระบบรันคิวก็เลยเริ่มต้น คือคนที่มาสี่โมงเค้าก็ไม่อยากเสียคิว ก็เลยคุยกันไปคุยกันมา ค้างก็ได้วะ (เราเป็นคิวที่ 5) พบว่าคิว 3 และ 4 คือลุงวินมอไซผู้โด่งดังในทวิตเตอร์นั่นเอง

จากไม่คิดว่าจะค้างก็เลยต้องค้าง ก็ได้ ก็กลับไปเตรียมของ ไม่มีอะไรมากคือเตรียม ของกิน นิยาย (เช่าไปทุกเล่มเท่าที่จะนึกออกเพราะคิดว่าคงไม่ได้นอน) แล้วก็แบตสำรอง โน้ตบุ๊ก หมอน ก็มาที่เซนทรัล

นั่งเล่นเกมอะไรไปซักพัก ก็ง่วงและหลับ คือไฟมันสลัวเกินกว่าจะอ่านหนังสือได้ (ยุงกัดด้วยแม่ง) แต่ช่วงตีสองก็ตื่นงัวเงียๆ เพราะเสียงบิดมอเตอร์ไซค์ เสียงเคาะก๊อกแก๊กๆ ข้างล่าง ดังมาก ตื่นมานิดนึง อ่านนิยายแบบมืดๆ นั่นแหละ แล้วก็ผลอยหลับอีกรอบ (ต้องขอบคุณเสื่อจากคิวแรกที่ขอแอบเอาร่างอ้วนๆ ไปนอนด้วย)

ช่วงตีสองก็มีประมาณเจ็ดคิว ตีสามตีสี่ก็เริ่มมากันเรื่อย ตีห้ามีแล้วสิบคิว มีสามเคาน์เตอร์ แล้วก็มากันเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการจดคิว ไปจนถึงสิบโมงคือแถวเลยไปถึงลานจอดรถแล้ว และ เมื่อถึงสิบโมงเป๊ะก็พบว่า…

บัตรเต็ม..
อีสัส…

ตอนแรกตั้งใจจะจอง 3 ใบ เผื่อคนรู้จัก แต่ ณ สถานการณ์นั้น คือมันจอง 3 ไม่ได้ ขอเอาตัวรอดก่อน 55555555 พี่ที่เคาน์เตอร์กดได้ 4000 เอามั้ยคะ เอาค่ะ รูดบัตร ปรื้ด ได้มาใบ รอต่อ ห้าพันได้มาใบเอามั้ยคะ เอาค่ะ!!! รูดบัตร ปรื้ด จบมาอีกใบ (4000 ก็เอาไปปล่อยต่อ แต่เราก็ปล่อยเท่าราคาบัตรนะ คือเราได้บัตรมา ลด 15% จากฉลากน้ำสิงห์ แต่ตอนปล่อยต่อ ก็ขอราคาเท่าหน้าบัตรนิดนึง) อะไรประมาณนี้

ก็หลอนๆ ดี แม่ง ไม่คิดว่ามันจะเต็มเร็วขนาดนี้ (นี่รอดูบัตรหลุดยังไม่มีเลย) ก็จบ เป็นประสบการณ์ติ่งที่แปลกใหม่และเหนื่อยดี ประทับใจนะเพราะพอทุกคนมาก็ดูเป็นมิตรเป็นเพื่อนกันทักทายกัน ไปเซเว่นจะเอาไรมั้ยไรงี้ เออก็ประทับใจ 555 (ถ้าไม่นับเรื่องโดนแซงคิวนะ คือมีคนมาจากหน้าห้างแล้วรีบมาต่อแถว นี่ไม่ยอม นี่เอาร่างอ้วนๆ เบียดเลย เห้ย คนมารอทั้งคืน คุณจะบอกว่าคุณไม่รู้ได้ไง ทำไมคนที่ต่อแถวคนอื่นเค้ารู้วะ)

ปล รอบหน้าถ้ามีอีกจะไม่ลืมเอาเสื่อไปด้วย

Permalink

หัดแต่งหน้า EP 2

ที่บอกว่าเป็นภาคสอง เพราะภาคแรกคือไปหัดกะอีกคน ส่วนวันนี้ไปหัดกะอีกคน เพราะ สนใจวิธีคอนทัวร์หน้า อะไรประมาณนี้ เรียนแล้วก็เหมือน เติมเต็มจากครั้งที่แล้วดี คือครั้งที่แล้วเพื่อนสอนละเอียดมาก สอนมาราธอนตั้งแต่หกโมงยันห้าทุ่มเห็นจะได้ ส่วนรอบนี้ สิบเอ็ดโมงกว่าๆ เกือบบ่ายสามก็เลิก ฮา สิ่งที่ต่างกันเท่าที่นึกได้ ก็คือ

  • เค้าไม่ได้สอนเรื่องเบส รองพื้น คอนซีลเลอร์ (ไม่แน่ใจเหมือนกัน หรือคิดว่ามีพื้นไม่รู้ แต่เค้าบอกว่าสภาพหน้าเรามันไม่ได้แย่ขนาดต้องปิดมิดหมด) เลยให้ใช้รองพื้น + Concealer ในตัว
  • ไม่ได้สอนกันคิ้วและเขียนคิ้วมากมาย คือบอกให้เขียนตามทรงเพราะทรงสวยอยู่แล้ว (จริงๆ คือเราไปแวกซ์คิ้วทุกเดือน 555555 ชีวิตดีแต่เสียเงิน…)
  • งานตา สอนละเอียด เพื่อนเคยสอนว่า เปลือกตาเรามันหนาและบวม อย่าใช้อายแชโดว์ชิมเมอร์เพราะจะยิ่งบวมมมม แต่คนนี้สอนว่าก็ใช้ได้ แต่ไม่ใช่ใช้ทั้งเปลือกตา ใช้หัวตาได้ สอนสโมกกี้อาย เบลนด์ๆๆๆ งานเบลนด์ต้องมา งานอินเนอร์ไลน์ก็มา
  • เค้าบอกเวลากรีดอายไลเนอร์อย่าดึงหางตา 5555555555555555 ชอบทำเพราะมันเขียนง่าย!! แต่มันไม่เป็นทรง ก็ต้องพยายามเขียนแบบ แค่เลิกตามองแล้วกรีดอายให้คม โอ ยากจัง แต่จะลอง
  • สอนเรื่องปัดแก้ม ไฮไลต์ คอนทัวร์ โอเคดี
  • ทาปาก คนนี้เป็นอีกคนอีกแล้วที่ แนะนำว่าเราเหมาะกะโทนชมพูส้ม (ตั้งแต่พยายามแต่งหน้ามา ชมพูไปไม่เวิร์ก ส้มไปไม่เวิร์ก แดงไป..ไม่เข้า มาจบที่โทนชมพูส้มตลอดเลย เค้าบอกว่า ดูเป็นคน ไม่ได้หวานมาก แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยว ก็ต้อง ชมพูส้มไปนะชีวิต) แต่เค้าลองให้ทาปากแดง เค้าบอกปัง สอนวิธีเขียนปากมาด้วย (ชอบ) แต่ลุคออกมา แรงดี 55555555 อยากเป็นเทย์เลอร์สวิฟต์ที่ปากแดงเจิดอ้าาาา (มึงๆ มึงดูหน้าตัวเองบ้าง)
  • เค้าบอกอย่าใจร้อน อย่ามือหนัก ค่อยๆ ปัดไป

ก็อะไรประมาณนี้ สนุกดี ไว้หาทางไปเรียนกะคนนู้นคนนี้ต่อ ปีนี้ เมกอัปเป็นอีกศาสตร์ที่ให้ความสนใจ (นั่งดูจีบันทุกวันบอกเลย) แต่ก็ยังไม่เก่งพอที่จะเปลี่ยนลุคตัวเองแล้วเจิดสัส อะไรงี้ ก็ลองกันต่อไป

จริงๆ แอบอยากเขียนบล็อก เล่าวิธีแต่งหน้า บลาๆๆ สิ่งที่ตนเองเรียนรู้ จะบอกว่าเป็น บล็อกเกอร์ความงาม ก็ได้อยู่ แต่คือไม่อยากโชว์หน้า จะลองเขียนรีวิวนั่นนี่โดยไม่โชว์หน้า ไม่รู้จะได้มั้ย ค่อยคิด (ก่อนอื่น มึงกลับไปเขียนเฟซบ๊อกก่อน)

 

Permalink

เป็นอาทิตย์ที่คิดเยอะ

เป็นอาทิตย์ที่คิดเยอะ คิดนู่นคิดนั่นคิดนี่สะระตะ แล้วก็คิดว่าน่าจะยังคิดไม่ตกตะกอนด้วย (อ้าว) แต่คิดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในใจเรานิดหน่อยแล้วล่ะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้อีกนานมั้ยนะ ก็เลยอยากมาบันทึกไว้หน่อย

อาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่คิดว่าจะมีใครมาอ่าน ก็ว่ากันไป

คือมันจะมีความสงสัยในใจตัวเองเป็นพักๆ ว่า ที่ทางของกูคืออะไร จุดหมายปลายทาง (ในที่นี้คือความก้าวหน้าในชีวิต) จะไปเป็นอะไร อยากเก่งกว่านี้ จะต้องทำยังไง คืออยากเก่ง แต่ไม่รู้วิธี

แล้วก็ดันมีคำพูดจากคนๆ นึง ที่พูดแล้วทำให้รู้สึกหูตาสว่างว่า

“สำหรับพี่ พี่มองว่า ถ้าอยากจะเก่งขึ้น มันมีสองด้าน ด้านนึงมีไดเร็กเตอร์ คอยชี้ทางให้ แต่เราเองก็ต้องกรุยทางของเราไปด้วย ไม่ใช่เดินตามอย่างเดียว ไม่คิดอะไร กับอีกด้าน คือสามารถถ่ายทอดความรู้หรือสิ่งที่เรามีให้กับคนอื่นได้ พี่ไม่ศรัทธาในวันแมนโชว์ แต่คนที่สอนทีมได้ คนนั้นถึงจะเก่ง อีกอย่าง มันเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่า เออ เราพูดรู้เรื่องมั้ยวะ วันๆ แม่งคุยกะตัวเองคนเดียว คิดว่าเก่งแล้ว จริงๆ เก่งเปล่าวะ”

(ไม่เป๊ะนะแต่ใจความราวๆ นี้) คือแม่งใช่ เราเป็นคนที่ชีวิตหลงทางมาตลอด 555555 หลงไปเรียนฟิสิกส์ หลงมาทำงานเพราะคำชวนของบ้านแบน หลงมาทำโซเชียลเน็ตเวิร์กก็บ้านแบนอีก แต่เนี่ย ตั้งแต่เริ่มมาทำงานที่ปัจจุบัน น่าจะเป็นสิ่งที่เรากรุยทางให้ตัวเอง แต่นี่กูเริ่มหลงทางอีกละไง

ปีที่แล้วยังจำได้ ทุกคนแนะนำให้เป็นสเปเชียลลิสต์ รู้ให้มันลึกมันจริง ..เออแล้วไงต่อวะ แต่คำแนะนำของพี่คนข้างบน มันอาจจะไม่ใช่โซลูชั่นที่ถูก แต่รู้สึก ปิ๊งอะปิ๊ง คือถ้ากูจะเติบโต มันก็ต้องแบบนี้แหละนะ ตอนนี้รู้วิธีแล้ว แต่หนทางที่จะทำมัน นี่ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีโอกาสมั้ยอะไรยังไง

คือไม่ใช่ไม่เคยคิด การจบทางของเรา มันอาจจะเป็นการออกมาตั้งแก๊งให้เป็นจริงเป็นจังเสียที แต่ไม่รู้สิ เราพูดได้เลยว่า ณ วันนี้ถ้าทำ มันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ว่ะ เนื่องด้วยใจเราเอง ตัวเราเอง มันมีปัญหาอยู่ในใจ ปัญหาที่ว่าคือ ไม่มั่นใจตัวเองชิบหายยยย ไม่มั่นใจตัวเองมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว (เออ มึงเป็นบ้าอะไร) นี่คือตอนต้นสัปดาห์ มีคนพูดถึงในแง่ดีมาก บอกว่า เราแม่งโคตรเก่ง เก่งกว่าหลายๆ คนแล้ว เธอมีของนะ (ถ้าเผลอได้มาอ่าน ก็ขอบคุณอีกครั้งนะเว้ย) คือดีใจมาก แต่ในใจก็ยังแบบ เหรอวะ 55555 เฮ้ยแต่นี่ก็มั่นใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ แต่บางทีมันก็ยังรู้สึกว่า ไอ้ที่กูทำได้ คนอื่นก็ทำได้ปะวะ 5555 อะไรเงี้ยะ คืออาจจะเป็นคนที่ตีความคำว่าเก่งคือ เดอะเบสต์ไง กูอยากเก่งในอันดับต้นๆ เปร๊ตเปรต 5555 เพราะมองว่าตัวเองไม่เก่งงี้แหละ เลยไม่มั่นใจ แล้วความไม่มั่นใจนี่มันทำให้เราเสียโอกาสหลายๆ อย่างนะ (แก่แล้วเริ่มได้สติ) ตอนนี้ก็เลยคิดว่าจะเริ่มหน้าด้านขึ้น บ้าง นิดๆ อะไรงี้ อย่างน้อยหลังๆ ขายตัวเอง (หมายถึงขายว่าตัวเองทำอะไรได้) ก็ไม่ค่อยเคอะเขินเท่าแต่ก่อน ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี

อีกเรื่องนึงก็คือก็รู้ว่าอายุก็เยอะแล้วแหละ (ถึงจะปลอบใจอ้อมแอ้มได้บ้างว่า วัยรุ่นตอนปลายอยู่นะสัส) แต่ไม่ใช่แล้วไง อีกไม่กี่ปีเราต้องโตกว่านี้แล้วนะ (หมายถึงวุฒิภาวะของเรา) ในเชิงจิตใจ การควบคุมอารมณ์ และความเป็นมืออาชีพในการทำงาน เราอาจจะยังมีโอกาสเป็นจูเนียร์ฟังคำแนะนำจากเจ้านายได้ แต่เราต้องเป็นพี่ของน้องๆ แล้วนะ ก็พยายามจะบอกตัวเองอยู่

นั่นแหละ ยังตกตะกอนความคิดไม่สุด แต่สิ่งที่มันพลุ่งในใจคือ กูต้องเก่งกว่านี้ให้ได้ ต้องได้ ตอนนี้คิดแค่นี้ และจะกลับมาพัฒนาตัวเองขึ้นกว่าเดิมให้มาก (สารภาพว่ามีช่วงนึงขี้เกียจเขียนบล็อกแล้ว รู้ทันเทรนด์สังคมเกือบหมดนะแต่ไม่เขียน เบื่ออะไรไม่รู้ จะพยายามเลิกอินดี้ข่า)

ส่วนเรื่องงาน ว่ากันตรงๆ ช่วงนี้อึนเรื่องงานหลายสิ่ง ซึ่งตอนอยู่ในอารมณ์ไม่ปกติก็งอแงและเหวี่ยงด้วยว่า งานบางอย่างมันไม่ใช่งานเราอ้ะ แต่ตอนผีออกจากร่างก็อยากให้คิดว่า มันก็งานอะ เป็นทีมก็ช่วยๆ กันไป แต่อินฟอร์มไว้นะว่า ไอจัสต์ช่วยนะเฟ่ย หลังจากนี้โรลใครโรลมัน ก็ว่ากันไป ปัญหามันก็มีก็แก้ก็สู้ไปแหละ มองแง่ดีว่าจะได้เก่งๆ จะได้โตๆ ก็ว่ากันไป ฮา

ไม่รู้ชีวิตจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกมั้ย แต่อีกไม่นานก็คงจะมี มั้ง ก็ค่อยมาว่ากัน

Page 1 of 1312345...10...Last »